ตุ๊กตา ผีสิง “Robert” ต้นกำเนิด “Chucky แค้นฝังหุ่น”
หากคุณผู้อ่านเป็นหนึ่งในคอหนังแนวสยองขวัญ ชื่อของ “Chucky” ตุ๊กตา ผีสิง ที่ปรากฏตัวในรูปกายของเด็ก ใส่ชุดยีนสีน้ำเงิน เสื้อลายทางสีแดงขาว พร้อมกับถือมีดทำครัวไว้วิ่งไล่ล่าเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายไปตามที่ต่างๆแบบไม่เคยลดละ แล้วโผล่มาจู่โจมจากจุดอับสายตาให้ตกใจกันอยู่บ่อยครั้ง ภาพลักษณ์สุดสยองของ Chucky หล่านี้ ผู้เขียนบท ล้วนแล้วแต่ได้แรงบันดาลใจมากจากเรื่องจริง โดย ตุ๊กตา ผีสิง ตัวหนึ่ง ที่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ ชื่อของมัน คือ “ตุ๊กตา Robert” ที่ผู้เขียน กำลังจะขอพาคุณผู้อ่านทุกท่าน ไปทำความรู้จัก ในบทความชิ้นนี้นั่นเองครับ
ตุ๊กตา เด็กชายตัวเล็กๆ สูง 40 นิ้ว ผิวสีน้ำตาล ในชุดกะลาสีสีขาว จมูกบี้แบน ใบหูหัก รอยยิ้มที่เคยมีเลือนหายไปตามวันเวลาที่ผ่านมาอย่างยาวนาน และมีรู แผลเป็นจำนวนมากบนใบหน้า กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ พร้อมกับอุ้มตุ๊กตาหมาตัวน้อยที่แลบลิ้นยาวออกจากปากไว้ไม่ห่าง (บางกระแสเชื่อว่าตุ๊กตาสัตว์ในอ้อมแขนนั้น ที่จริงคือ “สิงโต”) ตุ๊กตาที่ดูจะสุดแสนธรรมดาตัวนี้ คนจำนวนมากมายทั่วสหรัฐอเมริกา เชื่อว่ามันมี “ผีสิง” อยู่ในตุ๊กตาตัวนี้ ยังตกเป็นจำเลยกล่าวโทษต่อเหตุการณ์ผิดธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการหย่าร้าง ความโชคร้าย และอื่นๆ อีกมากมาย อีกทั้งยังมีสมญานามเรียกขานมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Robert the Haunted Doll, Robert the Evil Doll, Robert the Possessed Doll และ Robert the Enchanted Doll เป็นต้น

จากการค้นข้อมูลเกี่ยวกับตุ๊กตา Robert จากบริษัทผู้ผลิตพบว่า เสื้อผ้าชุดกะลาสี ที่ตุ๊กตาสวมใส่อยู่นั้น ไม่ได้เป็นสิ่งที่ทางผู้ผลิตจัดทำขึ้น และเป็นไปได้ว่า มันเป็นเสื้อผ้าของ “โรเบิร์ต ยูอ็อตโต” เจ้าของตุ๊กตาตัวจริง ในวัยเด็ก ได้นำมาสวมใส่ให้กับเพื่อนตุ๊กตาตัวนี้ด้วยตัวเอง ส่วนต้นกำเนิดอื่นๆ ของตุ๊กตาตัวนี้ ก็ไม่ได้มีเรื่องราวผิดแปลกสยองขวัญมาตั้งแต่ต้น มันเป็นเพียงตุ๊กตาเด็กผู้ชาย ที่มีหน้าตาตลก เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ตามสมัยนิยมของเด็กๆในศตวรรษที่ 20 เหมือนกับตุ๊กตาหมีเท็ดดี้แบร์ เท่านั้น
ตุ๊กตา Robert มีอายุกว่า 111 ปี ในปัจจุบัน มันถูกเก็บรักษาเอาไว้ในพิพิธภัณฑ์ Fort East Martello Museum ในคีย์เวสต์ รัฐฟลอริด้า ประเทศสหรัฐอเมริกา ภายในกล่องพลาสติก “ปิดผนึก” ก่อนหน้านี้ ตุ๊กตาตัวนี้ เคยเป็นสมบัติส่วนตัว ของ “โรเบิร์ต ยูอ็อตโต” ศิลปินประหลาด และเป็นสมาชิกคนสำคัญของครอบครัว “คีเวสต์” เขา ได้รับตุ๊กตาตัวนี้ เป็นของขวัญจากคุณปู่ ที่ซื้อมาระหว่างการเดินทางไปยังประเทศเยอรมนี ในปี 1903 เมื่อเขาอายุได้เพียง 6 ขวบ โรเบิร์ต ได้นำชื่อของตัวเอง มาตั้งให้เป็นชื่อของตุ๊กตา และเรียกชื่อแทนตัวเองว่า “ยีน” หลังจากนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และตุ๊กตา ที่มีชื่อเหมือนกันนี้ เป็นไปอย่างสนิทสนม ชนิดที่ว่า “มากจนเกินพอดี” เพราะทั้งสองจะขลุกเล่นอยู่ด้วยกันตามลำพังในห้อง จนกระทั่งเริ่มมีเหตุการณ์แปลกๆเกิดขึ้น

พ่อ แม่ ของโรเบิร์ต เริ่มสังเกตเห็นว่า เด็กชายพูดคุยกับ ตุ๊กตา Robert บ่อยครั้ง ตอนแรกๆ พวกเขาคิดว่า เสียงที่ตอบกลับมาจากตุ๊กตานั้น เป็นเพียงการดัดเสียงของโรเบิร์ต แบบที่เด็กๆชอบเล่นคุยกับตุ๊กตาทั่วไป แต่ไม่นานนัก พวกเขาก็เริ่มเอะใจ เมื่อเพื่อนบ้านเล่าว่าเห็น ตุ๊กตา Robert ย้ายตัวเองจากหน้าต่างบานหนึ่ง ไปยังหน้าต่างอีกบานหนึ่งในขณะที่ครอบครัวอ๊อตโตไม่มีใครอยู่บ้าน พวกเขาจึงเริ่มสงสัยว่า ตุ๊กตา Robert มีบางสิ่งบางอย่างที่ดูไม่ค่อยชอบมาพากลนัก
ตุ๊กตา Robert ไม่เคยอยู่ห่างจากข้างกายของเด็กชาย มันมีเก้าอี้เป็นของตัวเองในโต๊ะอาหารค่ำ เหมือนกับเป็นสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัว มีห้องที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์อย่างครบถ้วนเป็นของตัวเอง ถึงแม้ว่ามันจะได้รับมิตรภาพ และความรัก แต่ดูเหมือนว่าความรุนแรง และความชั่วร้ายก็สามารถที่เติบโตขึ้นมาภายในร่างกายของตุ๊กตาที่ว่างเปล่าได้เช่นกัน ครอบครัวอ๊อตโตเล่าว่า ในบางครั้งพวกเขาได้ยินเสียงหัวเราะขบขันจากตุ๊กตา บางครั้งพวกเขาแยกทั้งสองออกจากกัน แล้วนำ ตุ๊กตา Robert ไปไว้อีกห้องหนึ่ง เมื่อตกกลางดึก มีเสียงกรีดร้องดังลั่นขึ้น พวกเขาพบโรเบิร์ตที่กำลังยืนตัวสั่นอยู่ ท่ามกลางเฟอร์นิเจอร์ของห้องที่พลิกคว่ำ ล้มระเนระนาด พร้อมกับพร่ำบอกว่า “ผมไม่ได้ทำ โรเบิร์ตต่างหากที่เป็นคนทำ...”
แขกหลายคนที่เข้ามาเยี่ยมเยือนครอบครัวอ็อตโต ได้กลายมาเป็นสักขีพยานในเรื่องราวสุดสยองนี้เช่นกัน แขกหลายคนสาบานว่า เมื่อจ้องมองไปที่ ตุ๊กตา Robert มันจะกะพริบตาให้ ช่างประปาที่เคยมาซ่อมอุปกรณ์ในครัว ยืนยันว่า ตุ๊กตา Robert ส่งเสียงขบขัน พร้อมกับเผยยิ้มที่ “ชั่วร้าย”ให้กับเขา นอกจากนี้ ครอบครัวอ๊อตโตเอง ก็พบว่ามีรอยขีดข่วนบนพื้น และเสียงวัตถุถูกลากไปมาจากในห้องใต้หลังคา

เมื่อ โรเบิร์ต ได้โตเป็นหนุ่ม เขาค้นพบพรสวรรค์ด้านศิลปะ ก่อนจะย้ายไปเรียนยังต่างประเทศ จนห่างไกลจาก ตุ๊กตา Robert เป็นระยะเวลานานหลายปี จนกระทั่งได้ย้ายกลับมา พร้อมกับภรรยาที่พบกันในขณะที่เรียนอยู่ และอาศัยอยู่ในบ้านหลังมโหฬารที่เขาออกแบบเอง ซึ่งถูกเรียกว่า “The Artist House” พร้อมกับทำอาชีพเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก
หลังจากกลับมาพบกับ ตุ๊กตา Robert อีกครั้ง เขาก็เริ่มกลับมามีอาการแปลกๆ ในช่วงเวลานี้เองที่ โรเบิร์ต เริ่มสร้างตำหนิลงบนตุ๊กตา และเก็บมันเอาไว้บนห้องเก็บของใต้หลังคา แม้ “แอนน์” ภรรยาของเขา จะอ้อนวอนให้นำตุ๊กตาออกไปจากบ้าน โรเบิร์ตก็ยังคงยืนยันที่จะให้ตุ๊กตาตัวนี้อยู่ในบ้านเช่นเดิม โรเบิร์ต เริ่มกลับมาหมกมุ่นอยู่กับตุ๊กตาอีกครั้ง เขามักนั่งสร้างสรรค์งานศิลปะ โดยที่มี ตุ๊กตา Robert นั่งอยู่ด้านข้าง พร้อมกับพูดคุยกับมัน ราวกับมันสามารถตอบกลับมาได้

ถึงแม้จะแสนเกลียด ที่สามีหมกมุ่นอย่างผิดปกติอยู่กับตุ๊กตา และรู้สึกหนาวสั่นทุกครั้งที่มองไปยัง มัน ในที่สุด ภรรยาของโรเบิร์ต ก็ต้องยอมให้ ตุ๊กตา Robert มีห้องเป็นของตัวเอง ที่สามารถมองเห็นถนน ตามคำขอร้องของโรเบิร์ต ซึ่งดีกว่าให้สามี ขึ้นไปหมกตัวอยู่บนห้องใต้หลังคา อีกอย่าง การขัง ตุ๊กตา Robert เอาไว้ในห้องใต้หลังคา ก็ไม่ค่อยช่วยอะไรนัก เพราะแขกที่มาเยี่ยมบ้านหลังนี้ ก็ยังคงได้ยินเสียงฝีเท้าจากห้องใต้หลังคา และเสียงหัวเราะคิกคักราวกับปีศาจอยู่เหมือนเดิม
หลังจากนั้นก็ได้เริ่มมีเหตุการณ์แปลกๆเกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย เด็กนักเรียนหลายคนที่เดินผ่านบ้านของโรเบิร์ต มักเห็นตุ๊กตาตัวนี้ปรากฏตัวที่ริมหน้าต่างชั้นสาม พร้อมกับจ้องขมึงถึงมายังพวกเขา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอีกหลายครั้ง บางครั้ง ตุ๊กตาพยายามแสดงท่าทางล้อเลียนเด็กๆเหล่านั้น ด้วยการเต้นระบำไปรอบๆหน้าต่างอีกด้วย จนทำให้เด็กๆ พยายามหลีกเลี่ยงการเดินผ่านบ้านหลังนี้ไปในที่สุด นอกจากนี้ ยังมีข่าวลืออีกว่า โรเบิร์ต มักจะพบตุ๊กตาตัวนี้ บนเก้าอี้โยกในชั้นล่างของบ้าน เมื่อเขานำมันกลับไปไว้ที่ห้องใต้หลังคา เขาก็ยังพบมันมาปรากฏอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม
ชีวิตการแต่งงานระหว่าง โรเบิร์ต กับ แอนน์ ค่อยๆเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ โรเบิร์ต เริ่มกรีดร้อง เฆี่ยนตีภรรยา ทำลายข้าวของ และวิ่งไปมารอบๆ บ้านราวกับคนบ้า หลังจากที่เขาสงบลงจนเหมือนกลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง เขาก็มักจะขอโทษ ด้วยคำเดียวกับที่พูดตอนเป็นเด็กซ้ำๆว่า
“มันคือโรเบิร์ต .. โรเบิร์ตทำมัน..!!”
ในช่วงต้นปี 1970 โรเบิร์ต ล้มป่วย แต่แทนที่จะใช้ชีวิตร่วมกับภรรยา ในช่วงเวลาสุดท้าย เขากลับขังตัวเองอยู่ในห้องพัก โดยมี ตุ๊กตา Robert อยู่เคียงข้าง จนกระทั่ง เขาเสียชีวิตลงในปี 1972 แอนน์ ได้ทำการขายบ้านทิ้ง พร้อมกับปิดผนึก ตุ๊กตา Robert เอาไว้ใต้กล่องจำนวนมหาศาลในห้องใต้หลังคา
หลังการตายของ โรเบิร์ต อ็อตโต ในปี 1974 มีผู้เช่าหลายครอบครัวผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านแห่งนี้ โดยมี ตุ๊กตา Robert อยู่ในห้องใต้หลังคา หนึ่งในผู้มาใหม่ เป็นเด็กหญิงวัยสิบขวบ นามว่า “ยูจีน” ที่ชื่นชอบการเล่น และสะสมตุ๊กตาอย่างมาก เมื่อเธอได้พบกับ ตุ๊กตา Robert ในสภาพที่เกือบแบนอยู่ใต้กล่องในห้องใต้หลังคา ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ใบหูของตุ๊กตาตัวนี้หักอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ตุ๊กตา Robert ได้กลายมาเป็นหนึ่งในคอลเลคชั่นตุ๊กตาของเธอไปในที่สุด ไม่นานหลังจากนั้น เธอพบว่าบรรดาเหล่าตุ๊กตาตัวอื่นๆถูกหักคอให้หมุนหันกลับหลัง และในกลางดึกคืนหนึ่งเธอกรีดร้อง บอกว่า ตุ๊กตา Robert วิ่งกระโดดไปมาทั่วห้องนอน พร้อมกับปีนขึ้นมาบนเตียง เพื่อพยายามทำร้ายเธอหลายครั้ง

หลังจากเหตุการณ์สุดสยองในคืนนั้น ผ่านมานานกว่า 30 ปี ยูจีน ในวัย 40 ปี ได้ให้สัมภาษณ์ โดยเชื่อว่า “ทุกวันนี้ตุ๊กตาตัวนั้นยังมีชีวิตอยู่ และมันยังคงอยากที่จะฆ่าเธอ...”
“ไมร์เทิล รอยเธอร์” ได้ทำการซื้อบ้านของโรเบิร์ต และกลายมาเป็นเจ้าของใหม่ของตุ๊กตาคนสุดท้าย ครอบครัวรอยเธอร์ สาบานว่าพวกเขาได้ยินเสียงฝีเท้าจากห้องใต้หลังคา ช่างประปาได้ยินเสียงหัวเราะคิกคัก หลังจากนั้น เหตุการณ์ประหลาดๆเหล่านั้นก็เริ่มหนักขึ้นเมื่อ ตุ๊กตา Robert ได้ปรากฏตามสถานที่ต่างๆของบ้าน ราวกับสามารถเคลื่อนย้ายตัวเองได้ หลังจากทนอยู่กับเหตุการณ์เหล่านี้อยู่นานกว่า 20 ปี ในที่สุด พวกเขาก็ได้บริจาคตุ๊กตาผีสิงตัวนี้ ให้กับพิพิธภัณฑ์ ในปี 1994 แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือน ไมร์เทิล รอยเธอร์ ก็ได้เสียชีวิตลง แต่ ตุ๊กตา Robert ก็ยังคงทำให้เกิดเหตุการณ์ประหลาดๆอยู่เช่นเดิม เพียงแต่คราวนี้ มันได้ย้ายไปสำแดงฤทธิ์ที่พิพิธภัณฑ์แทน
มีผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ Fort East Martello Museum มากมายที่ได้เห็นสารรูปที่แสนจะน่าขบขันของ ตุ๊กตา Robert แน่นอนว่า หลายคนหัวเราะเยาะมันทันที ที่มีคนโง่กลัวตุ๊กตาตลกๆ ที่สุดแสนจะดูน่าสมเพชตัวนี้ แต่แทบทุกคนต้องหน้าถอดสี เมื่อสังเกตเห็นว่า ตุ๊กตา Robert แสดงสีหน้าโกรธแค้นกลับมาหาพวกเขา!?
จากคำบอกล่าของพนักงานพิพิธภัณฑ์ กล่าวว่า ในคืนหนึ่งหลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้ทำการทำความสะอาด ตุ๊กตา Robert เสร็จแล้ว ปิดไฟ และล๊อกประตูเรียบร้อยแล้ว เมื่อเจ้าหน้าที่คนเดิมกลับมาวันรุ่งขึ้น ไฟหลายดวงที่อยู่ใกล้กับ ตุ๊กตา Robert กลับเปิดอยู่ แถมตำแหน่งการวางของ ตุ๊กตา Robert ก็ยังแตกต่างจากครั้งสุดท้ายที่เห็น ที่สำคัญพื้นรองเท้าของ ตุ๊กตา Robert ยังเต็มไปด้วยคราบฝุ่นใหม่ๆ ราวกับว่าเขาได้เดินไปมารอบๆพิพิธภัณฑ์เพื่อหาเพื่อนเล่นในตอนกลางคืน แต่หลังจากที่เจ้าหน้าที่ ได้นำตุ๊กตาสุนัขตัวเล็กๆ ไปให้ ตุ๊กตา Robert อุ้มเอาไว้ ก็ดูเหมือนจะช่วยลดอาการเพ่นพ่านตอนกลางคืนน้อยลงบ้าง ราวกับว่า ตุ๊กตา Robert ได้เพื่อนไว้คอยแก้เหงาแล้ว
ผู้มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เอง ก็ได้เล่าว่า มีหลายครั้งที่ได้ยินเสียงดัง ก็อก! เหมือนกับใครบางคนเคาะกล่องพลาสติกในขณะที่อยู่ใกล้กับ ตุ๊กตา Robert และ สิ่งที่พบบ่อยมากที่สุดเมื่ออยู่ใกล้กับ ตุ๊กตา Robert คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ถูกรบกวนอย่างไม่ทราบสาเหตุ

เจ้าหน้าที่บางคนที่ต้องเข้าเวรในตอนกลางคืน มักจะทำการ “ติดสินบน” ตุ๊กตา Robert ด้วยลูกอมรสมินต์ เพื่อขอให้ ตุ๊กตา Robert ไม่ออกมารบกวนพวกเขาเวลากลางคืน และเมื่อกลับมาในตอนเช้า พวกเขาสาบานว่า ได้พบห่อลูกอมที่ว่างเปล่า ถูกทิ้งเอาไว้ที่ด้านหลังเท้าของ ตุ๊กตา Robert
ถ้าหากใครก็ตามที่ต้องการถ่ายรูปที่ระลึกร่วมกับ ตุ๊กตา Robert มีบางกฏที่จำเป็นจะต้องทราบ อันดับแรกคุณจะต้องขออนุญาตจาก ตุ๊กตา Robert เสียก่อน ถ้าหากตำแหน่งของศีรษะของตุ๊กตาอยู่ในลักษณะ “Yes” ก็จะสามารถถ่ายภาพได้ แต่ถ้าไม่ใช่ แล้วยังพยายามฝืนที่จะถ่ายรูป ตุ๊กตา Robert จะทำการ “สาปแช่ง” คนๆนั้น รวมไปถึงครอบครัวด้วย จึงไม่น่าแปลกใจนัก ที่ผนังของพิพิธภัณฑ์เต็มไปด้วยจดหมาย “ขอโทษ” มากมาย จากคนที่เชื่อว่า ตุ๊กตา Robert ได้สาปแช่งพวกเขา โดยหวังว่าสิ่งนี้ จะช่วยลดความโกรธของ ตุ๊กตา Robert ส่วนคนที่โชคดีหน่อย ก็เพียงแค่รูปภาพที่ถ่าย ตุ๊กตา Robert เกิดความเสียหาย หรือกลายเป็นภาพขาวๆ ว่างเปล่า หรือกล้องไม่ทำงานไปเสียดื้อๆ แต่เมื่อกลับออกไปนอกพิพิธภัณฑ์ กล้องก็กลับมาใช้ได้ตามปกติ
หลังจากที่มาถึงพิพิธภัณฑ์ พร้อมกับเรื่องเล่าชวนขนลุก ตุ๊กตา Robert ได้กลายมาเป็นจุดสนใจของคนที่ชื่นชอบเรื่องลี้ลับ ตุ๊กตา Robert ได้ปรากฏตัวในรายการโทรทัศน์ การมาพบกับมันเป็นหนึ่งในกิจกรรมทัวร์เรื่องผีสิงที่มีชื่อเสียง และเรื่องราวของ ตุ๊กตา Robert ยังกลายมาเป็นแรงบันดาลใจของหนังสยองขวัญอย่าง เช่น ภาพยนตร์เรื่อง “แค้นฝังหุ่น” หรือ “Chucky” ที่รู้จักกันดีทั่วโลก แถมในปัจจุบัน ตุ๊กตา Robert ยังมีเวอร์ชั่นภาพยนตร์เป็นของตัวเองอีกด้วย

ภาพยนตร์ : Robert The Doll ปี 2015
มีรายการโทรทัศน์ คนทรง มนุษย์พลังจิต นักจิตวิทยา หรือแม้แต่นักล่าท้าผีมากมาย ได้ผลัดเปลี่ยนกันมาค้นหาความจริงที่ว่า สิ่งที่สิงสถิตอยู่ภายใน ตุ๊กตา Robert นั้น คืออะไร แต่จนกระทั่งวันนี้ ก็ยังไม่มีแม้แต่รายเดียวที่หาคำตอบ ถึงปริศนาอันดำมืดที่ซุกซ่อนอยู่ภายในตัวของตุ๊กตาโรเบิร์ตได้แม้แต่รายเดียว แต่จากหนึ่งการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจคือ การใช้กล้องออร่า ทำการถ่ายภาพของ ตุ๊กตา Robert ภาพที่ปรากฏออกมาคือ ออร่าสีฟ้าด้านบน และสีม่วงด้านล่าง ซึ่งนักวิจัยด้านอาถรรพ์ ได้ให้ความหมายของสีทั้งสองเอาไว้ว่า สีฟ้า คือ สันติภาพ และความรัก ในขณะที่สีม่วง หมายถึงเวทมนตร์ และจิตวิญญาณที่อยู่ลึกลงไป
ผู้ใกล้ชิดกับครอบครัวอ็อตโตเปิดเผยว่า โรเบิร์ต ตัวจริง ได้ทำการถ่ายทอดพลังทางอารมณ์ต่างๆของตัวเองตลอดทั้งชีวิตลงไปในตุ๊กตาตัวนี้ นอกจากนี้ยังมีข่าวลือว่า ครอบครัวอ๊อตโต หรือพ่อแม่ ของโรเบิร์ต ชื่นชอบการทำร้ายร่างกายสาวใช้ เธอจึงใช้มนต์ดำ บวกเส้นผมของหนุ่มโรเบิร์ต มัดรวมเข้ากันกับ ตุ๊กตา Robert เพื่อสาปแช่งแก้แค้น จนทำให้เกิดที่มาของอาถรรพ์ดังกล่าว....

ตุ๊กตา Robert ได้รับจดหมาย ประมาณ 3 ฉบับ เป็นประจำทุกวัน แต่จดหมายเหล่านั้น ไม่ใช่จดหมายชื่นชม เหมือนกับแฟนคลับทั่วไป เนื้อหาข้างในเป็นคำ “ขอโทษ” ที่พวกเขาล้มเหลวในการมาเยี่ยมเยือน ตุ๊กตา Robert ซึ่งจดหมายที่ส่งมาถึงตุ๊กตาตัวนี้ มีมากกว่าหนึ่งพันฉบับเลยทีเดียว หลังจากที่เทคโนโลยีการสื่อสารก้าวหน้ามากขึ้น ตุ๊กตา Robert ก็ได้รับอีเมลแทนจดหมาย และแน่นอนว่า ตุ๊กตา Robert ไม่ได้ทำการตอบแฟนๆด้วยตัวเอง มีทีมงานของทางพิพิธภัณฑ์ ที่ใช้โซเชียลมีเดียในนามของ ตุ๊กตา Robert ทำการฟีตข่าวต่างๆ นอกจากนี้ ตุ๊กตา Robert ยังได้รับกล่องใส่ขนม ของหวาน ลูกอม ที่ไม่มีชื่อผู้ส่ง ด้วยความเชื่อที่ว่า ตุ๊กตา Robert ชอบสิ่งเหล่านี้นั่นเอง...
