โคเด็กซ์ กิกัส (Codex Gigas) พระคัมภีร์ของซาตานกับคำสาปอันน่าสะพรึง

โคเด็กซ์ กิกัส (Codex Gigas) ชื่อของหนังสือเป็นภาษาละตินที่มีความหมายว่า “หนังสือยักษ์” หรือที่ถูกเรียกขานว่า “พระคัมภีร์ของซาตาน” ถูกเขียนขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 13 ในอารามเบเนดิกติน ใกล้กับสาธารณะรัฐเช็กในปัจจุบัน โดยนักบวชนามว่า “เฮอร์มันนัส เฮเรมิตุส” (Hermannus Heremitus) ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันในชื่อของ “เฮอร์มันผู้สันโดษ”
เขาถูกพิจารณาคดีในข้อหาอาชญากรรมต่ออารามพร้อมกับสารภาพว่าได้กระทำบาปมากมายทั้งความใคร่ ความตะกละ ความเย่อหยิ่งและการร่วมประเวณีกับสัตว์ ทำให้เขาถูกตัดสินให้ตายด้วยการอดอาหารจากการถูกฝังทั้งเป็นเอาไว้ในกำแพง
แต่ก่อนที่ก้อนอิฐสุดท้ายของกำแพงจะถูกปิด เขาได้ร้องขอความเมตตาต่อหัวหน้าอาราม เนื่องจากเขาเป็นนักเขียนที่เก่งกาจหัวหน้าอารามจึงให้โอกาสเขาได้มีชีวิตอยู่ต่อไป โดยที่เขาจะต้องทำการคัดลอกความรู้ทั้งหมดของโลกลงในหนังสือภายในคืนเดียว
ด้วยความหวาดกลัวต่อความตายเขาจึงรับปากตกลง แต่เอาเข้าจริง ๆ เขาก็รู้ดีว่าตัวเองไม่สามารถทำได้สำเร็จจึงได้อธิษฐานขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าและเมื่อไม่ได้รับความช่วยเหลือเขาจึงหันไปขอร้องซาตานแทน ซาตานปรากฏตัวขึ้นและเสนอว่าจะช่วยทำภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ให้สำเร็จโดยแลกกับวิญญาณของเขา ซึ่งเขาก็ยอมตกลงอย่างไม่มีทางเลือก
เช้าวันรุ่งขึ้น นักบวชต้องพากันตกตะลึงเมื่อได้เห็นหนังสือขนาดใหญ่หนึ่งเล่มที่หนักกว่า 72 กก. ปกหนังสือทำจากหนังลาและหนังลูกวัว ว่ากันว่าหนังสือเล่มนี้ได้บรรจุความรู้ทั้งหมดของโลกเอาไว้ในจำนวนหน้าเพียง 600 หน้าเท่านั้น มีงานศิลปะและข้อความต่าง ๆ ทั้งพันธสัญญาเก่าและใหม่ หนังสือโบราณวัตถุของชาวยิว (Antiquities of the Jews) ของฟลาเวียส โจเซฟัส (Flavius Josephus) รวมถึงบันทึกทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสงครามระหว่างชาวยิวกับโรมัน หนังสือเรื่องแมลงของอิซิดอร์ (Isidor) แห่งเมืองเซบียา ซึ่งรวมถึงมุมมองของบิชอปเกี่ยวกับโลก จักรวาล ศาสนา และลำดับชั้นของเหล่าทูตสวรรค์และนักบุญ
อีกทั้งยังมีวารสารทางการแพทย์ คาถาขับไล่ผีและพิธีกรรมเวทมนตร์ที่ว่ากันว่าสามารถอัญเชิญปีศาจได้ แต่บนหน้าที่ 290 มีภาพวาดรายละเอียดที่ปีศาจร้องขอเอาไว้จนกลายมาเป็นชื่อเล่นของหนังสือเล่มนี้ เพราะหน้าทั้งหมดเต็มไปด้วยภาพเหมือนของปีศาจรูปร่างสูงใหญ่อยู่ระหว่างหอคอยสองแห่ง มือแต่ละข้างมีกรงเล็บสีแดงขนาดใหญ่ ใบหน้าสีเขียวของมันยิ้มแย้มจ้องมองมาที่ผู้อ่านอย่างบ้าคลั่งและตาเบิกกว้าง มีเขาสีแดงขนาดใหญ่สองเขายื่นออกมาจากหัวซึ่งตรงกับลิ้นแฉกขนาดใหญ่ของมัน มันนั่งยอง ๆ ราวกับเตรียมตัวที่จะพุ่งออกไปข้างหน้า เท้าทั้งสองข้างมีกรงเล็กสีแดงขนาดใหญ่แหลมคม
หนังสือประหลาดเล่มนี้ช่วยให้ชีวิตของเฮอร์แมนรอดพ้นความตายไปได้...
ถึงแม้ว่าจะมีข่าวลือว่าชีวิตหลังจากนั้นของเขาต้องทนทุกข์ทรมานจากคำสาปและความคิดจมอยู่กับความมืดมนชั่วร้ายเสียจนเขาไม่สามารถรับมือมันได้อีกต่อไป ในที่สุดเขาก็สวดอ้อนวอนต่อพระแม่มารี ซึ่งพระนางก็ได้ตกลงที่จะช่วยชำระบาปให้กับเขา แต่การชำระบาปก็ทำให้เขาเสียชีวิตในขณะที่ปีศาจก็ได้เรียกร้องวิญญาณเป็นค่าตอบแทนของหนังสือเล่มนี้
หลังจากนั้น พระคัมภีร์ของซาตานได้ถูกเคลื่อนย้ายไปเก็บรักษาเอาไว้ ณ อารามอีกหลายแห่งเป็นเวลาสามศตวรรษ จนกระทั่งจักรพรรดิรูดอล์ฟที่ 2 แห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ได้นำมันกลับมาที่กรุงปราก ว่ากันว่าพระองค์หลงใหลในข้อความภายในหนังสือถึงขนาดเข้าขั้นหมกมุ่นอยู่กับมันและนำมันไปเก็บเอาไว้ในชุดสะสมสิ่งลี้ลับ
ในปี 1612 พระองค์ถูกปลดออกจากอำนาจเนื่องจากมีภาวะความไม่มั่นคงทางจิตใจจนทำให้หลายคนไม่พอใจในการปกครอง ส่วนพระคัมภีร์ของซาตานได้ถูกกองทีพสวีเดนยึดไปในปี 1648 แล้วนำไปเก็บเอาไว้ในหอสมุดหลวงของสวีเดนในสตอร์กโฮล์ม แต่ไม่นานนักหลังจากนั้นคำสาปของพระคัมภีร์ของซาตานก็เริ่มปรากฏออกมา
วันที่ 7 พฤษภาคม ปี 1697 เกิดเพลิงไหม้ในหอสมุด หนังสือหลายเล่มถูกทำลายแต่บรรณารักษ์ได้โยนพระคัมภีร์ของซาตานออกไปข้างนอกหน้าต่างเพื่อรักษามันจากเปลวเพลิง มีพยานอ้างว่าตอนที่มันตกลงไปจากหน้าต่างได้กระทบร่างของใครบางคนจนได้รับบาดเจ็บ ต่อมาพวกเขาพบว่ามี 12 หน้าหายไปจากในหนังสือโดยที่ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นก่อนหรือหลังไฟไหม้ ไม่มีใครรู้ว่าหน้าที่หายไปมีเนื้อหาอะไร แต่คาดเดากันว่ามีคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีอธิษฐานต่อซาตานอยู่ด้วย
พระคัมภีร์ของซาตานได้ถูกนำไปเก็บรักษาเอาไว้ในหอสมุดแห่งชาติของสวีเดนเพื่อจัดแสงให้ทุกคนได้รับชม แต่ดูเหมือนคำสาปจะยังคงคุกคามมันอยู่ เพราะในปี 1858 บรรณารักษ์คนหนึ่งได้ถูกขังเอาไว้ในห้องกับหนังสือโดยบังเอิญข้ามคืน
เช้าวันรุ่งขึ้น บรรณารักษ์ถูกพบอยู่ใต้โต๊ะในสภาพเสียสติ แพทย์หลายคนพยายามให้ความช่วยเหลือ ถึงอย่างนั้นสุดท้ายแล้วก็ต้องถูกส่งตัวเข้าสถานบำบัดพร้อมกับคำกล่าวอ้างว่ามีหนังสือหลายเล่มบินข้ามไปมาในตอนกลางคืน แล้วทั้งหมดก็ไปหมุนลอยวนอยู่รอบ ๆ พระคัมภีร์ของซาตาน ก่อนที่พระคัมภีร์ของซาตานเองก็ลอยขึ้นอยู่บนอากาศที่กลางห้อง และบรรณารักษ์บางคนก็หมกมุ่นอยู่กับมันมาก ถึงขนาดที่อ้างว่าได้ยินเสียงกระซิบจากพระคัมภีร์ของซาตานเลยทีเดียว
สิ่งที่น่าสนใจคือเหล่านักวิชาการที่ศึกษาพระคัมภีร์ของซาตานพบว่าลายมือของผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นของคน ๆ เดียวกันทั้งเล่ม ที่น่าแปลกคือลายมือไม่มีการเสื่อมสภาพลงเลยตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น เพราะหากมีนักบวชเพียงคนเดียวที่เขียนหนังสือเล่มนี้แล้วอ้างอิงจากภารกิจประจำวันของนักบวชในยุคนั้นต้องใช้เวลาในการเขียนหนังสือทั้งหมดอย่างน้อย 20 ปี และหนังสือเล่มนี้เป็นครั้งแรกที่มีการวาดรูปภาพของซาตานในหนังสือทางศาสนา...
ยานากิ อนนะ (Yanagi onna) วิญญาณผู้สาปแช่งต้นวิลโลว์และมองหาผู้ช่วยเหลือลูกน้อย แห่งประเทศญี่ปุ่น

