“ป้านกู่”เทพผู้สร้างโลก ตำนาน และความเชื่อของจีนโบราณ

ประเทศจีน มีตำนานเล่าขานถึงเรื่องราวต่างๆมากมาย ซึ่งหนึ่งในความเชื่อที่เก่าแก่ และมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก คือ ตำนานของเทพเจ้า “ป้านกู่” ผู้สร้างโลก ที่สามารถพบได้บ่อยครั้ง ในเนื้อร้องของเพลงแบบดั้งเดิม รวมไปถึงเหล่างานศิลปะของจีนโบราณ ทั้งในภาพเขียน จิตกรรม รูปปั้นแกะสลักหิน โดย ป้านกู่ ในจินตนาการของนักศิลปะชาวจีน มักจะมีลักษณะเป็น ชายร่างเล็กสวมชุดหนังหมี พร้อมกับถือค้อนและสิ่วในมือ หลายครั้งก็ปรากฏตัวในรูปร่างของชายหนุ่ม ที่กำลังพยายามแยกไข่จักรวาลออกเป็นสองส่วน หรือกำลังแบกแผ่นฟ้าเอาไว้เหนือศรีษะ กระทั่งในปัจจุบันตำนาน ป้านกู่ ก็ยังคงถูกหยิบยกมาเขียนอ้างอิงถึง ในงานวรรณกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มีชาวจีนมากมายยังคงเชื่อในตำนานบทนี้
.webp)
นักประวัติศาตร์ ต่างถกเถียงกันถึงต้นกำเนิดของตำนานป้านกู่กันมาอย่างยาวนาน หลายคนเชื่อว่า เรื่องราวนี้ เริ่มต้นจาก นักเขียนจีนนามว่า เสี่ยวเจิ้งเหอ เป็นคนแรกที่ทำการบันทึกตำนานนี้ลงบนหน้ากระดาษ ในขณะที่อีกหลายคนแย้งว่า ตำนานเรื่องนี้มีเค้าโครงจากนิทานปรัมปราพื้นเมืองจากทางภาคใต้ของจีน แต่โดยรวมแล้ว ตำนานของป้านกู่ ไม่ว่าจะเล่าขานจากพื้นที่ใดในดินแดนกว้างใหญ่ของจีน ก็มักจะมีเรื่องราวที่คล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
เล่าสืบขานกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณว่า ในช่วงแห่งการเริ่มต้น ภายในจักรวาลไม่มีอะไรเลยนอกจากความสับสนวุ่นาย ทุกสิ่งทุกอย่างผสมปนเปรวมเข้าด้วยกัน ท้องฟ้า ผืนดิน แสงสว่าง ความมืด ล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน ตามหลักสมดุลแห่งหยินและหยาง เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งเหล่านั้นได้หลอมรวมตัวเข้าด้วยกัน กระทั่งกลายเป็นฟองไข่ทรงกลมขนาดยักษ์ หรือที่เรียกกันว่า “ฟองไข่แห่งจักรวาล” ลอยอยู่ท่ามกลางความความเวิ้งว้างว่างเปล่า โดยมียักษ์ตนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นภายในไข่ฟองนั้น

18,000 ปี ต่อมา ยักษ์ นามว่า “ป้านกู่” ได้ลืมตาตื่นขึ้น เมื่อพบว่าตัวเองถูกขังอยู่ในฟองไข่ ป้านกู่ได้กระเทาะเปลือกไข่ด้วยขวานจนแตก แล้วผลักดันเปลือกไข่ทั้งสองส่วนออกจากกัน ทำให้จักรวาลเกิดการแยกตัวของหยิน และหยางขึ้นเป็นครั้งแรก เปลือกไข่ครึ่งล่างที่หนักกว่า จมลงสู่เบื้องล่างกลายเป็นพื้นดิน (หยิน) และ เปลือกไข่ครึ่งบนที่เต็มไปด้วยแสงบริสุทธิ์ลอยสูงขึ้นกลายเป็นท้องฟ้า (หยาง) แต่เปลือกทั้งสองส่วนยังคงมีแรงดึงดูดเข้าหากัน ทำให้ป้านกู่ กลัวว่า โลกจะกลับไปสู่ความสับสนวุ่นวายอีกครั้ง จึงได้ยืนขวางระหว่างเปลือกทั้งสองเอาไว้ เท้าของเขาปักหลักแน่นอยู่บนพื้นดิน ศรีษะค้ำยันท้องฟ้า แล้วผลักดันมันออกจากกัน เมื่อป้านกู่เติบโตมากขึ้นตามวันที่ผ่านไป ทำให้ท้องฟ้าถูกดันสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ราววันละ 3 เมตร จนกระทั่ง ป้านกู่ เติบโตเต็มที่ ท้องฟ้ากับพื้นดิน ได้ห่างกันมาก ถึง 20,025 กิโลเมตร ในบางตำนานเชื่อว่า ป้านกู่ ได้รับความช่วยเหลือในการแยกฟ้าดิน จากสัตว์เทพในตำนานทั้ง 4 ของจีน ได้แก่ เต่า กิเลน หงส์ และมังกร อีกด้วย
ภาพจาก : www.pinterest.ca
เมื่อเวลาผ่านล่วงไปกว่า 18,000 ปี แรงดึงดูดเข้าหากันของสองโลกได้หมดลง ป้านกู่ ที่เหน็ดเหนื่อยอย่างมาก ได้นอนหลับ และไม่เคยลืมตาตื่นขึ้นมาอีกเลย ร่างกายส่วนต่างๆของเขา ได้กลายเป็นส่วนประกอบต่างๆที่สำคัญของโลก แขน ขากลายเป็นทิศทางหลักทั้งสี่ ลมหายใจกลายเป็นลม และเมฆหมอก เสียงกลายเป็นฟ้าร้อง ศรีษะกลายเป็นภูเขา เลือดกลายเป็นแม่น้ำ กล้ามเนื้อกลายเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์ ใบหน้ากลายป็นดวงดาวและทางช้างเผือก หลอดเลือดกลายเป็นถนนที่ทอดยาว ขนกลายเป็นผืนป่า กระดูกกลายเป็นแร่ธาตุที่ทรงคุณค่า ไขกระดูกกลายเป็นเพรช เหงื่อกลายเป็นฝน ดวงตาข้างซ้ายกลายเป็นดวงอาทิตย์ ตาข้างขวากลายเป็นดวงจันทร์ เมื่อเขาเปิดตาโลกจะสว่างสดใส เมื่อปิดตาโลกจะมืดสนิท อารมณ์ความรู้สึก กลายมาเป็นสภาพอากาศที่ผันผวนไปตามอารมณ์ของเขา และปรสิตที่ติออยู่ตามขน ได้ตกลงสู่พื้นโลกกลายเป็นสัตว์ป่า หรือบรรพบุรษของมนุษย์ไปในที่สุด ในบางตำนานเชื่อว่า น้ำตาของ ป้านกู่ ไหลลมรวมกันจนกลายเป็นแม่น้ำ ดวงตาที่ใสกระจ่างกลายเป็นฟ้าร้อง และแสงสว่าง เมื่อเขามีความสุขดวงอาทิตย์จะส่องแสง ฟ้าเป็นสีฟ้าครามสใส แต่เมื่อเขาโกรธเมฆดำจะรวมตัวกันปิดบังท้องฟ้า นิทานบางเรื่องเชื่อว่า เมื่อเขา เปิดปากอากาศจะอบอุ่น หากปิดปากอากาศจะเหน็บหนาว เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดฤดูต่างๆ ขึ้นบนโลก
ในบางตำนานเชื่อว่า ป้านกู่ เป็นผู้สร้างแผ่นดิน แกะสลักภูเขา แม่น้ำ หุบเขา มหาสมุทร ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ ด้วยสิ่ว และค้อน ในนิทานบางเรื่องเล่าว่า ป้านกู่ คือบิดาของเหล่ามวลมนุษย์ ในขณะที่ในบางบันทึกอ้างว่า เขาเป็นผู้สร้างมนุษย์ โดยการหล่อขึ้นจากดินเหนียว แล้วปล่อยให้แห้งด้วยแสงจากดวงอาทิตย์ แต่เกิดฝนตกขึ้นกะทันหัน ทำให้ดินบางส่วนเสียหาย ซึ่งช่วยอธิบายว่าทำไม มนุษย์บางคนถึงพิการ หรือตาย เนื่องจากความผิดพลาดในกระบวนการสร้างนั่นเอง
หากมองในแง่ของวิทยาศาสตร์ ตำนาน ป้านกู่ เป็นกลวิธีอันชาญฉลาดที่ช่วยอธิบายให้คนในอดีต ที่ยังไม่มีความรู้ด้านจักรวาลวิทยาอย่างเพียงพอ สามารถเข้าใจถึงสภาพของจักรวาลในช่วงก่อนที่จะเกิดบิ๊กแบง การถือกำเนิดขึ้นของโลก และเหตุผลที่ทำให้ท้องฟ้ากับผืนดิน รวมไปถึงแสงสว่าง ความมืด แยกออกจากกันได้อย่างง่ายๆ ผ่านเรื่องเล่าแบบเทวตำนาน โดยมีเหตุผลรองรับได้อย่างน่าสนใจเป็นอย่างมากเลยทีเดียว..
