อมรณา สารานุกรมแห่งความตาย อมรณา สารานุกรมแห่งความตาย
Ads
  • เรื่องผีสั้นๆ
  • หนังสยองขวัญ การ์ตูนผี และเพลงต้องสาป
  • เกมผี เกมสยองขวัญ

เกียรติมุข หน้ากาล อสูรผู้กลืนกินทุกสิ่ง แม้แต่ตัวเอง

  • 13-09-2026
  • มือปริศนา
  • 13,392
Line borderless Line borderless
เกียรติมุข หน้ากาล อสูรผู้กลืนกินทุกสิ่ง แม้แต่ตัวเอง

                เกียรติมุข หน้ากาล อสูรผู้กลืนกินทุกสิ่ง แม้แต่ตัวเอง


คนที่เคยไปท่องเที่ยวโบราณสถานในสมัยสุโขทัยส่วนใหญ่มักจะเดินผ่านซุ้มจระนำเข้าออกโบราณ พร้อมกับกวาดสายตาชื่นชมความสวยงามตระการตาของโบราณวัตถุ และประติมากรรมฝาผนังมากมายโดยรอบ น้อยคนนักที่จะหยุดที่ปากซุ้มจระนำแล้วมองขึ้นไปยังปลายยอดของซุ้ม แล้วสังเกตเห็นอสูรตนหนึ่งถูกประดับเอาไว้อยู่เสมอ ทำให้อสูรที่ถูกลืมตนนี้ค่อยๆถูกลืมเลือน “ชื่อ” ไปจากการรู้จักของคนไทยอย่างน่าเสียดาย แต่ก่อนที่มันจะหายไปอย่างถาวร บทความชิ้นนี้ขอหยิบยกเรื่องราวของอสูรที่เกือบถูกลืมเลือน ที่มีนามว่า “เกียรติมุข” มาให้คุณผู้อ่านรู้จักกัน


เกียรติมุข คืออะไร?


          เกียรติมุข หน้ากาล หรือตัวกาล บางครั้งถูกเรียกว่า “สิงหมุข” ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู เกียรติมุข มีความหมายถึง “เวลา” ที่กลืนกินทุกสรรพสิ่ง ทำให้เวลาเป็นผู้ครอบครองทุกสรรพสิ่ง ในขณะที่หน้ากาล มีความหมายถึงเวลา ในขณะเดียวกันก็เป็นชื่อของพญายมราช ผู้ที่ทำหน้าที่ในการพิพากษาคนตายที่ปรากฏตัวในคัมภีร์อาถรรพ์เวทของชาวฮินดู นอกจากนี้ ในบางตำนานกล่าวว่า หน้ากาล มีความหมายถึงผู้กลืนกินเวลาทุกขณะในโลก ที่ไม่อาจเรียกคืนกลับมาได้ ในขณะที่ทางพุทธศาสนา เกียรติมุข มีความหมายถึง “กาลเวลาที่กินทุกสิ่ง” เพื่อเตือนให้มนุษย์ลงมือทำวันนี้ให้ดีที่สุด...


ลักษณะที่น่าสนใจของอสูรเกียรติมุข


            เกียรติมุข มีลักษณะรูปหน้ายักษ์ผสมกับสิงห์ หรือบางครั้งก็ปรากฏให้เห็นเป็นใบหน้าของอสูรที่มีความดุร้าย คิ้วขนขมวด นัยน์ตากลมโตถลน จมูกใหญ่ ปากกว้างจนสามารถมองเห็นฟันด้านบนโผล่พ้นออกมาจากริมฝีปากได้อย่างชัดเจน เพราะมันไม่มีริมฝีปากด้านล่าง เกียรติมุขไม่มีลำตัว แขนทั้งสองข้างจึงยื่นออกมาจากด้านข้างของศีรษะ และสวมเครื่องประดับที่มีลักษณะเป็นกะบังหน้า เชื่อกันว่าในยุคแรกเกียรติมุขมีลักษณะของใบหน้าคล้ายกับมนุษย์ แต่ด้วยความเชื่อบวกกับศิลปะที่พัฒนามากขึ้นทำให้มีลักษณะคล้ายสิงโตมากขึ้น จนกระทั่งดูเหมือนกับอสุรกายอย่างที่เห็นในปัจจุบัน


การถือกำเนิดเกียรติมุข


พระศิวะ ผู้ให้กำเนิดเกียรติมุข

            จากนิทานปรัมปราของศาสนาฮินดู มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการถือกำเนิดของเกียรติมุขว่า อสูรผู้เป็นใหญ่ในเมืองมารตนหนึ่งที่มีนามว่า “ชลันธร” ที่ถือกำเนิดจากเปลวไฟของพระศิวะ (บางตำนานเล่าว่าเป็นพญายักษ์ที่บำเพ็ญตบะจนแก่กล้า กระทั่งได้รับพรจากพระศิวะ) มีนิสัยระรานไปทั้งสามโลก ได้หลงรักนางภารวดี ผู้ที่มีความงดงามเหนือสตรีทุกนางในจักรวาลผู้เป็นชายาของพระศิวะ แถมยังสำคัญตนผิดคิดว่าตนเหมาะที่สุดกับพระนางจึงได้ส่ง “ราหู” ไปเป็นทูตเจรจา (ข่มขู่) พระศิวะให้มอบนางภารวดีให้กับตนเอง ไม่เช่นนั้นจะยกทัพไปรบชิงตัว ด้วยความกริ้ว พระศิวะได้ลืมดวงตาที่สามขึ้น บันดาลให้กำเนิดอสุรกายผุดขึ้นระหว่างคิ้วที่ขมวดของพระองค์ อสูรตนนั้นมีหน้าตาคล้ายสิงห์ ลิ้นยาว ตัวผอมเกร็ง และมีความหิวกระหายอย่างไม่รู้จักจบสิ้น พระศิวะสั่งให้อสูรตนนั้นจับราหูผู้เป็นทูตกินเสีย ราหูอ้อนวอนร้องขอชีวิตจนพระศิวะใจอ่อนยอมยกโทษให้ แต่เนื่องจากอสูรตนนั้นมีความหิวกระหายอย่างมาก จึงทูลขออย่างอื่นกินเพื่อแทนราหูเพื่อดับความกระหาย พระศิวะตรัสให้อสูรทำการกลืนกินร่างกายของตัวเองเสีย มันก็ยอมทำตามแต่โดยดี กลืนกินร่างกายและแขนขาจนสิ้น เหลือเพียงศีรษะและริมฝีปากด้านบนเท่านั้น ด้วยความสงสารในความภักดีเชื่อฟังจึงได้ทำการประทานพรให้กับอสูรต้นนั้นให้มีชื่อว่า “เกียรติมุข” พร้อมกับให้ที่อยู่เหนือซุ้มประตูทางเข้าเทวสถานของพระศิวะ พร้อมกับกำชับว่า

            “ต่อไปนี้เจ้าจงได้ชื่อว่าเกียรติมุข คือ ใบหน้าอันมีเกียรติ คอยเฝ้าอยู่ที่ประตูวิมานด้านหน้า แม้นมันผู้ใดไม่เคารพเกียรติมุข มันผู้นั้นย่อมไม่ได้รับพรแห่งศิวะ”


ภาพจาก : facebook.com/ShizaParadiso

            ในบางตำนานเล่าว่าในขณะที่เกียรติมุขไล่ล่าราหูอย่างบ้าคลั่ง แต่ถูกพระศิวะห้ามเอาไว้เสียก่อน ทำให้เกียรติมุขหันมากัดกินตัวเองด้วยความหิวและโกรธ จนเหลือเพียงแค่ใบหน้าและแขน พระศิวะเห็นดังนั้นทำให้ทรงตระหนักว่า “ความโกรธเป็นสิ่งที่น่ากลัว ที่พร้อมทำลายทุกสรรพสิ่งแม้แต่ตัวเอง” ทำให้พระองค์ทรงตั้งชื่อของอสูรตนนั้นใหม่จาก “กาล” เป็น เกียรติมุข อันมีความหมายว่า “หน้าที่อันทรงเกียรติ” พร้อมกับมอบหน้าที่ให้ไปเฝ้าประตูวิหาร และยังทำหน้าที่คอยดูแลฝูงปศุสัตว์ของพระศิวะ เนื่องจากเกียรติมุขกำเนิดจากพระศิวะผู้ได้รับการยกย่องส่าเป็น “ปศุบดี” หรือ ผู้เป็นใหญ่ในฝูงสัตว์ จึงถูกนับว่าเป็นลูกของพระองค์ จึงมีฤทธิ์ในการช่วยปกป้องฝูงสัตว์เลี้ยงได้

            ตำนานเกี่ยวกับการถือกำเนิดของเกียรติมุขอีกบทหนึ่งเล่าว่า เกียรติมุขเกิดขึ้นจากนรสิงห์ตนหนึ่งที่พระศิวะเคยประทานพรให้แล้วเกิดความทะเยอทะยาน หลงใหลในพลังอำนาจ ทำให้พระศิวะต้องทรงเสด็จกลับมาปราบ พร้อมกับทำการตัดเศียรของนรสิงห์แล้วนำไปประดับไว้ที่ทางเข้าของศาสนสถาน เพื่อให้ลมหายใจของเกียรติมุขมอบพลังให้กับคนที่เข้ามายังศาสนสถานไปชั่วนิรันดร์


            นอกจากนี้ ยังเชื่ออีกว่าเกียรติมุขมีต้นกำเนิดมาจากประเทศสักหนึ่งในทวีปเอเชีย จีน หรือทิเบต เนื่องจากในประเทศเหล่านี้มีการพบอสูรที่มีลักษณะคล้ายเกียรติมุขที่เรียกว่า “เต้าแจ้” อยู่ที่ภาชนะสำริดของประเทศจีน ประเมินอายุได้ราว 850-880 ปี ก่อนพุทธกาล และปรากฏตัวในศิลปะของประเทศอินเดียววในสมัยอมราวดี และคุปตะอีกด้วย ส่วนประเทศไทยเชื่อว่าเกียรติมุข เข้ามาในช่วงสมัยทราวดีและศรีวิชัย โดยพบได้ตามโบราณสถานสำคัญอย่างเช่น ปราสาทหินพิมาย จ.นครราชสีมา เจดีย์วัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน จ.เชียงราย และวัดมหาธาตุ เมืองเก่าสุโขทัย จ.สุโขทัย เป็นต้น


ความเชื่อเกี่ยวกับเกียรติมุข


            เชื่อกันว่าเกียรติมุขมีฐานะเป็น “อสูรผู้พิทักษ์สถานที่” หรือ “เทพเจ้ารักษาธรณีประตา ดังนั้น การสร้างเกียรติมุขประดับเอาไว้เหนือประตูทางเข้าหรือหน้าต่าง สามารถช่วยปกป้อง คุ้มครอง รักษาไม่ให้สิ่งชั่วร้ายทั้งปวงสามารถย่างกรายเข้ามาในสถานที่แห่งนั้นได้ ในยุคแรกนิยมประดับไว้ ณ เทวสถานโดยเฉพาะของพระศิวะ ภายหลังนิยมนำเกียรติมุขมาประดับไว้ที่ซุ้มประตูของพุทธศาสนสถาน แล้วนำมาตกแต่งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ รวมไปถึงมหาราชวัง นอกจากนี้เกียรติมุขยังได้รับความนิยมสร้างกันอย่างแพร่หลายในอินโดนีเซียอีกด้วย

            นอกจากความเชื่อว่าเกียรติมุขช่วยปกป้องเทวสถานจากสิ่งชั่วร้ายแล้ว เกียรติมุขยังเป็นกุศโลบายคอยย้ำเตือนสติของผู้ที่กำลังจะก้าวผ่านประตูไปว่ากำลังจะได้ก้าวผ่านภพภูมิ และกาลเวลาสู่ดินแดนที่พ้นด้วยข้อจำกัดของกาลเวลาในเทวสถานแห่งนั้น

            ด้วยเรื่องราวที่ได้กล่าวมา อาจทำการสรุปได้ว่า เกียรติมุข เป็นอสูรที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากโทสะที่พร้อมกลืนกินทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่ตัวเอง เช่นเดียวกับกาลเวลาที่สามารถกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างได้โดยไม่สามารถหวนคืนกลับมาได้เช่นกัน...




 

อมนุษย์
แบ่งปัน:
Line borderless Line borderless

ประวัติศาสตรผี ปีศาจ และอมนุษย์ทั่วโลก

  • เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับผี การป้องกันและขับไล่สิ่งชั่วร้าย (14)
  • สัตว์ประหลาดในตำนาน นิทานพื้นบ้านและภูตจากทั่วโลก (773)
  • ตำนานเมืองสยองขวัญทั่วโลก (172)
  • ผีในทวีปออสเตรเลีย (11)
  • เรื่องราวแปลกประหลาดและน่าสนใจทั่วโลก (85)
  • พ่อมดและแม่มด เวทมนตร์ อัญมณีและของขลัง (93)
  • เกมผี เกมสยองขวัญ (56)
  • ผีในประเทศญี่ปุ่น (554)
  • หนังสยองขวัญ การ์ตูนผี และเพลงต้องสาป (836)
  • ฆาตกรและปีศาจในคราบมนุษย์ (44)
  • เทพ ยมฑูต และเทวตำนาน (97)
  • ผีในทวีปแอฟริกา (36)
  • ผีในทวีปเอเชีย (252)
  • อมนุษย์ ปีศาจและเดรัจฉาน (669)
  • สถานที่สิงสู่ของผีเฮี้ยนทั่วโลก (461)
  • ความเชื่อ พิธีกรรมและสิ่งของต้องสาป (331)
  • เรื่องผีสั้นๆ (620)
  • ผีในทวีปยุโรปและอเมริกา (346)
  • ผีในประเทศไทย (58)
กางเกงบอล
หมวก-1
หมวกกันแมลง
เก้่าอี้เดินป่า

ค้นหาจาก Tag ... คลิก!

อิคิเรียว (Ikiryō) วิญญาณคนเป็น โหยหา หรือ สาปแช่ง!? ความลี้ลับทางวิทยาศาสตร์จากประเทศญี่ปุ่น
ยามะ โอราบิ (Yama orabi) เสียงสะท้อนแห่งความตาย ภูตผีแห่งหุบเขาของประเทศญี่ปุ่น
คำสาปทางเพศโบราณแห่งไซปรัส (Ancient Sex Curse of Cyprus) สาธารณะรัฐไซปรัส
เมสุ (Mezu) ปีศาจหัวม้า อาชาพิทักษ์นรก ของประเทศญี่ปุ่น
ฮิบะกอน (Hibagon) บิ๊กฟุตแห่งหุบเขา ประเทศญี่ปุ่น
อดาโร (Adaro) ผีน้ำขว้างปลาบิน ตำนานหมู่เกาะโซโลมอน
Copyrights © 2026 All Rights Reserved by amorerana.com.