เปิดกรุตำนานผีปอบ วิญญาณร้ายที่ชาวอีสานหวาดหวั่นมานับศตวรรษ
ผีปอบ... นับว่าเป็นหนึ่งในผีตามตำนานที่สร้างความหวาดกลัวให้กับคนรุ่นเก่าเป็นอย่างมาก เพราะคนเหล่านั้นได้มีโอกาสสัมผัส และใกล้ชิดกับความสยองขวัญของผีปอบที่บางพื้นที่ถึงกับบุกมาควักเครื่องในของสัตว์เลี้ยงในบ้านกินกลางดึกอย่างไม่เกรงใจ บางครั้งถึงขนาดลงมือกับมนุษย์ด้วยความสยดสยองกันเลยทีเดียว ในวันนี้สารานุกรมแห่งความตายจะขอพาไปเปิดตำนาน เรียนรู้ประวัติศาสตร์เรื่องราวอันแสนสยองขวัญของผีปอบกัน
ต้นกำเนิดความสยอง “ผีปอบ”
คนรุ่นเก่าเชื่อกันว่า “ผีปอบ” เกิดขึ้นกับผู้ที่เล่นไสยศาสตร์ และมนต์ดำ ที่มักแสวงหาความแกร่งกล้าของเวทย์ มนต์ คาถาที่เน้นไปในเชิงการทำร้ายคู่อริ อาทิเช่น การทำเสน่ห์ยาแฝด เสกตะปูหรือหนังความเข้าท้อง รวมไปถึงการบังคับภูตผีให้ไปเข้าสิงเป้าหมาย เป็นต้น ซึ่งบุคคลเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามกฎข้อบังคับ หรือ “คะลำ” ถ้าหากทำตามไม่ได้ก็จะกลายเป็นการ “ผิดครู” ที่ต้องรับโทษทัณฑ์จากวิญญาณของบรมครู ด้วยการกลายร่างเป็นผีปอบ ที่ต้องเที่ยวตระเวนหากินของดิบของสดอย่างไม่รู้จักอิ่ม ซึ่งผู้ที่กลายเป็นผีปอบนั้น สามารถเป็นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงเช่นกัน
ประเภทของผีปอบ
โดยพื้นฐานแล้วผีปอบไม่ได้มีรูปร่างตายตัวเหมือนกับผีหลายประเภท แต่มีลักษณะเป็นจิตวิญญาณมิจฉาทิฐิ ที่เข้าสิงร่างของผู้อื่น ซึ่งผีปอบสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท แต่โดยทั่วไปแล้วมักที่จะมีการแบ่งออกตามกายภาพภายนอกของผีปอบเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ ดังต่อไปนี้
1.ผีปอบธรรมดาทั่วไป
ผีปอบโดยส่วนใหญ่ มักเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่ถูกวิญญาณผีปอบสิงสู่อยู่ เพื่อใช้ออกอาศัยออกหากินของคาว ของเน่าเสียเหมือนกับสมัยที่ตนยังมีชีวิตอยู่ โดยการเข้าสิงนี้มีสองแบบคือ “การเข้าสิงแบบทับครึ่งตัว” เจ้าของร่างจะรู้สึกตัวบ้าง แต่กลับไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ และ “การเข้าสิงแบบทับเต็มตัว” เจ้าของน่างจะไม่รู้สึกตัว อย่างไรตามเมื่อร่างเหล่านั้นเสียชีวิตลง วิญญาณของผีปอบก็จะสลายตายไปด้วยกัน อย่างไรผีปอบประเภทนี้สามารถพูดคุย ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ และขับไล่ออกได้ง่ายดายมากกว่าผีปอบประเภทอื่นๆ
2.ผีปอบเชื้อ หรือปอบเจ้า
เป็นผีปอบที่มีคนเลี้ยงดู แต่เมื่อใดก็ตามที่เจ้าของเสียชีวิตลงก็จะเกิดการสืบทอดเชื้อสายของผีปอบในวงศ์ตระกูลเดียวกัน กล่าวคือ ถ้าหากมีญาติใกล้ชิดเป็นผีปอบ เมื่อร่างสถิตเสียชีวิต ญาติใกล้ชิดในครอบครัวเดียวกันก็ต้องสืบทอดการเป็นผีปอบต่อไป วนเวียนอย่างไม่รู้จักจบสิ้น
3.ผีปอบแลกหน้า
ผีปอบที่มีความเจ้าเล่ห์มากที่สุด เพราะโดยทั่วไปแล้วหากหมอผีทำการไล่ผีปอบออกจากร่างที่ถูกสิง ผีปอบมักที่จะถูกเค้นถามว่าเป็นผีของใคร แต่ผีปอบประเภทนี้จะออกอุบายหลอกล่อโยนความผิดให้กับคนอื่น
4.ผีปอบกึกกัก
ผีปอบกึกกัก หรือ ผีปอบใบ้ เป็นผีปอบที่นิ่งเงียบไม่พูดอะไรจนกว่าจะมีคนถามขึ้นมา
5.ผีปอบเจ้ากรรมนายเวร
เป็นผีปอบที่สามารถช่วงชิงชีวิตของผู้ที่มีเวรกรรมต่อกันได้ แต่สามารถที่จะทำการทำบุญแผ่อุทิศส่วนกุศล เพื่อขออโหสิกรรมเพื่อให้หมดเวรกรรมต่อกันได้
6.ผีปอบเฮื้อ
เป็นผีปอบเชื้อที่เจ้าของไม่มีทายาทสืบทอด ผีปอบประเภทนี้จะไปอาศัยอยู่ตามป่าชุ่มน้ำ เป็นปอบที่มีความดุร้าย เป็นอันตรายอย่างมากเพราะไม่มีเจ้าของคอยควบคุมดูแล ทำให้สามารถตระเวนออกหากินได้ตามใจชอบ
ไขปริศนาคาใจ ทำไมผีปอบถึงชื่นชอบของสดของคาว!?
บันทึกตำนานทางพุทธศาสนาได้กล่าวถึงผีปอบเอาไว้ว่า ผีปอบ คือ “ผีสายยักษ์” ที่อยู่ภายใต้การปกครองของท้าวเวสสุวัณ ที่อาศัยการเข้าสิงร่างของมนุษย์เพื่ออาศัยออกหากินอาหาร โดยเฉพาะอาหารสด และเนื้อสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่
วิธีการสังเกตหากถูกผีปอบเข้าสิง!?
การเข้าสิงร่างของผีปอบจะสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อเจ้าของร่างมีวิบากกรรม เช่น ในอดีตเคยนับถือผี มีจิตผูกพันธ์กับผี หรือเคยทำกรรม โดยการทำปาณาติบาต เช่น การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เป็นต้น สำหรับคนที่ถูกผีปอบเข้าสิงมักจะมีอาการที่แตกต่างกันออกไป แต่โดยทั่วไปแล้วมักที่จะมีการแสดงอาการดังต่อไปนี้
-ก้าวร้าว ใช้ความรุนแรง ไม่เป็นตัวของตัวเอง
-นอนซม คล้ายกับคนที่ป่วยหนัก
-เก็บตัว รำพึงรำพันอยู่เพียงลำพังคนเดียว
-มีก้อนกลมปูดบวมขึ้นที่ใต้ผิวหนัง เป็นลักษณะของผีปอบที่มีฤทธิ์มากเป็นพิเศษ
อย่างไรก็ตาม อาการที่ร่วมของคนที่ถูกผีปอบเข้าสิงที่เหมือนกันมากที่สุดก็คือไม่อยากอาหารปกติ แต่กลับมีความต้องการ “อาหารสุกๆดิบๆ” โดยเฉพาะอาหารประเภทเครืองใน เมื่ออาหารมาวงตรงหน้าก็จะทำการกินอย่างมูมมามราวกับหิวกระหาย และมักที่จะกินในปริมาณที่มากกว่าปกติ และเมื่อผีปอบเข้าสิงร่างใดนานเข้าก็จะทำการกัดกินตับไต ไส้พุงของเจ้าของร่างจนหมดกระทั่งสิ้นใจตาย โดยลักษณะการตายจะเหมือนกับการนอนหลับ ไม่มีบาดแผลภายนอก โดยมักถูกเรียกว่า “ใหลตาย” นั่นเอง
การขับไล่ผีปอบ
โดยทั่วไปแล้วการขับไล่ผีปอบจะทำโดยหมอผีที่มีคาถาอาคมแกร่งกล้า โดยสามารถทำได้ทั้งผ่านการพูดคุยกับผีปอบเพื่อขอให้ออกจากร่างที่สิงสู่แต่โดยดี แต่ถ้าหากเป็นผีปอบตนนั้น เคยเป็นผู้ที่เรียนอาคมมาก่อนที่จะกลายมาเป็นปอบ ยิ่งมากเท่าใด ก็จะยิ่งมีพลังจิตที่สูงทำให้การขับไล่กลายมาเป็นเรื่องที่ยากมากขึ้นไปด้วย ส่วนกระบวนการขับไล่ผีปอบนั้น มักที่จะมีรูปแบบเฉพาะตัวตามที่หมอผีแต่ละคนได้ร่ำเรียนมา โดยจะขอทำการยกตัวอย่างของวิธีการไล่ผีปอบพอสังเขป ดังต่อไปนี้
1.วิธีการไล่ผีปอบด้วยการนำพริกแห้งมาเผาไฟ
หมอผีจะทำการนำพริกแห้งมาเผาไฟ แล้วใช้ควันลมผู้ถูกปอบเข้าสิง เมื่อผีปอบทนไม่ไหวหนีออกจากร่าง หมอผีก็จะทำการข่มขู่ถามว่าเป็นปอบของผู้ใด ถ้าหากผีปอบยยอมตอบแต่โดยดีหมอผีก็จะปล่อยให้ปอบตนนั้นเป็นอิสระ เพราะเจ้าของปอบจะมีอาการดวงตาแดงก่ำจากควันพิษ ทำให้อับอาย และต้องหลบซ่อนจากสายตาของผู้อื่น เพราะเกรงว่าจะถูกล่วงรู้ว่าเป็นผีปอบ
2.วิธีการไล่ผีปอบด้วยการใช้ไม้หวาย
เป็นวิธีการไล่ผีปอบที่ได้รับความนิยมอย่างมาก หมอผีจะใช้ไม้หวายมาทำการเฆี่ยนตีร่างของคนที่ถูกปอบเข้า ยิ่งปอบตนใดขัดขืนไม่ยอมออกจากร่างหมอผีก็จะยิ่งทำการตีหนักขึ้นจนร่างกายของคนที่ถูกเข้าสิงเขียวช้ำเป็นรอยไปทั่ว แต่เมื่อผีปอบยอมออกจากร่าง ร่องรอยเฆี่ยนตีบนร่างของคนที่ถูกสิงก็จะอันตรธานหายไปด้วยเช่นกัน
3.วิธีการไล่ผีปอบด้วยการข่มขู่ด้วยสัตว์
วิธีนี้มักถูกนำมาใช้กับคนที่ถูกผีปอบเข้าสิงเพศหญิง หมอผีจะนำสัตว์ที่มีความน่าเกลียดน่ากลัว อาทิเช่น คางคก ตุ๊กแก งู เป็นต้น มาใช้ข่มขู่ปอบ เพราะเชื่อกันว่าปอบที่สิงมักจะเป็นผู้หญิงเช่นกัน เมื่อได้เห็นสัตว์เหล่านี้จะทำให้เกิดความขยะแขยงจนกระทั่งยอมออกจากร่างไปเอง
4.วิธีการไล่ผีปอบด้วยสายสิญจน์สกัดปอบ
เป็นวิธีการขับไล่ผีปอบที่มีฤทธิ์แกร่งกล้าเป็นพิเศษ และชอบสิงสู่ร่างจนกว่าเจ้าของร่างจะตาย แถมยังขับไล่ได้ยาก เพราะเมื่อหมอผีทำการใช้ไพลเสกจี้ก้อนกลมใต้ผิวหนังเพื่อขับไล่ ปอบก็จะทำการเคลื่อนก้อนดังกล่าวไปแอบซ่อนตามจุดซ่อนเร้นทำให้หมอผีหาไม่พบ เพื่อเป็นการหลอกว่าได้ยอมออกจากร่างไปแล้ว อย่างไรก็ตาม หมอผีที่มีประสบการณ์จะทำการมัดมือของผู้ที่ถูกปอบสิงด้วยสายสิญจน์ที่ข้อมือ ข้อเท้า และรอบคอ เพื่อป้องกันไม่ให้ปอบเคลื่อนหนี หลังจากนั้นจะใช้ไพลเสกจี้ หรือที่เรียกกันว่า “แทง” ในภาคอีสาน ไปที่ก้อนกลม ทำให้ปอบที่สิงสู่เกิดความเจ็บปวดทรมานพร้อมกับเค้นสอบถามเจ้าของ ถ้าหากผีปอบยอมบอกหมอผีก็จะทำการแก้มัดสายสิญจน์เพื่อปล่อยให้ปอบเป็นอิสระ
5.วิธีการไล่ผีปอบด้วยการประจานให้อับอาย
หมอผีบางคนใช้วิธีการไล่ผีปอบแบบถึงพริกถึงขิง ด้วยการประจานให้เกิดการอับอายต่อหน้าสาธารณชน ด้วยการใช้หม้อดินของแม่ม่ายที่เต็มไปด้วยเขม่าควันไฟมาครอบศีรษะของคนที่ถูกสิง หลังจากนั้นจะใช้มีดโกนทำการขูดเขม่าควันไฟที่ติดหม้อเหมือนกับการโกนผมให้หมดไปครึ่งศีรษะ จากนั้นค่อยปล่อยให้ปอบออกจากร่างเป็นอิสระ ทำให้ต้นร่างหรือเจ้าของผีปอบเส้นผมแหว่งหายไปเป็นจำนวนมากเหมือนกับหม้อที่ถูกโกนเขม่าออกไป เป็นการประจานให้อับอายไม่กล้าสู้หน้าผู้คน
6.วิธีการจับผีปอบด้วยพิธีเซียงข่อง
ในบางครั้งการขับไล่และจับปอบจะใช้พิธีการทำเซียงข่อง โดยการนำข่องที่เคยถูกนำมาใช้ใส่ปลาแล้วมามัดเข้ากับกะลามะพร้าว และไม้ไผ่สองท่อนให้แน่น และทำการเขียนหน้าตาบนกะลาให้เหมือนกับมนุษย์ให้มากที่สุด เพื่อให้กลายมาเป็นสื่อกลางให้ผีปอบเข้าสิง จากนั้นจะทำการจับผีปอบเหล่านั้นใส่ลงในไหที่เตรียมเอาไว้ แล้วปิดด้วยผ้ายันต์ มัดให้แน่น เพื่อป้องกันไม่ให้ผีปอบเหล่านั้นไม่ให้ออกไปทำร้ายผู้อื่นอีกต่อไป
การป้องกันตนเองและครอบครัวจากการถูกผีปอบเข้าสิง
เชื่อกันว่าคนที่ถูกผีปอบ หรือผีเข้าสิง มักเกิดขึ้นจากการที่ครอบครัวมีการนับถือผี ดังนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือ การเลิกนับถือผีอย่างเด็ดขาด พร้อมกับทำการตั้งมั่นในพระรัตนตรัย หมั่นทำบุญ ทำทาน ตั้งศีล และการภาวนาอย่าวสม่ำเสมอตลอดชีวิต เพื่อให้พ้นจากเวรกรรมเหล่านั้น
ความเชื่อเรื่องผีปอบกับวิทยาศาสตร์
นักมานุษยวิทยา และนักสังคมศาสตร์ ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับความเชื่อของผีปอบว่า เป็นหนึ่งในกลไกความเชื่อทางสังคม ที่จะทำการกีดกันคนแปลกหน้า หรือคนในชุมชนที่มีลักษณะแปลกแยก ด้วยการกล่าวหาว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นผีปอบเพื่อให้สามารถขับไล่ออกไปจากชุมชนได้โดยได้รับการยอมรับจากชุมชนนั่นเอง
บทสรุปส่งท้าย : ผีปอบกับโลกยุคใหม่แห่งแสงสี และความทันสมัย
แม้เวลาเปลี่ยน เทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามา แต่เรื่องราวของผีปอบก็ดูเหมือนจะไม่ได้หายไปไหน เพราะในชนบทของประเทศไทยก็ยังมีเรื่องราวการปรากฏตัวของผีปอบที่สร้างความหวาดหวั่นให้กับชาวบ้านให้เห็นเป็นระยะ ในขณะเดียวกันแม้ในสังคมเมืองหลวงจะมีการปรากฏตัวของผีปอบให้เห็น แต่เรื่องราวของผีปอบก็ยังได้ถูกเปลี่ยนจากการเล่าแบบปากต่อปาก กลายมาเป็น “ผีปอบในจอภาพยนตร์” ที่มีทั้งน่าหวาดกลัว และตลกขบขันตามจินตนาการของผู้สร้าง ทำให้เรื่องราวของผีปอบก็ยังคงอยู่คู่กับสังคมไทย โดยไม่ถูกลืมเลือนมาจนถึงปัจจุบัน...
