นักเขียนในยุคกลางปกป้องหนังสือแสนล้ำค่าด้วยคำสาปที่ทำให้คนกล้าขโมยหรือทำลายมันต้องพบกับจุดจบอันแสนน่ากลัว

ในยุคกลางของยุโรปที่เทคโนโลยีการพิมพ์ยังไม่ได้มีความก้าวหน้าหนังสือแต่ละเล่มที่ต้องบรรจงเขียนหรือคัดลอกด้วยมือเป็นสิ่งที่ล้ำค่าเป็นอย่างมาก การสร้างหนังสือหนึ่งเล่มขึ้นมาบางครั้งต้องใช้เวลายาวนานหลายปี ต้องเขียนอย่างละเอียดและตรวจทานซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงกับการเขียนท่ามกลางแสงเทียนที่แสนสลัว ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งต่อสู้กับความไม่สบายตัวเพื่อให้หนังสือสำเร็จทีละเล่ม
ด้วยความทุ่มเทเหล่านี้เองทำให้นักเขียนในยุคกลางมีแรงจูงใจอย่างยิ่งในการปกป้องผลงานของตัวเอง และสิ่งที่พวกเขาเลือกนำมาใช้คือ “ถ้อยคำ” ที่ถูกเขียนขึ้นในตอนต้นหรือตอนจบของหนังสือด้วยการ “สาปแช่ง” อันน่าสะพรึงกลัวในการขู่เหล่าโจรหรือคนที่ตั้งใจจะทำลายหนังสือเหล่านี้ด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสจนบางครั้งอาจถึงขั้นไม่อาจจินตนาการได้
คำสาปที่มักถูกกล่าวถึงบ่อย ๆ ในหนังสือเหล่านี้ คือ การขับออกจากคริสตจักรและความตายอันเจ็บปวดแสนสาหัสหากริอาจทำการขโมยหนังสือ เช่น การถูกผ่าร่างด้วยดาบของปีศาจ ถูกตัดมือ ควักลูกตา รวมไปถึงการไปลงเอยอยู่ในนรกที่เต็มไปด้วยไฟนรกและกำมะถันอันแสนเจ็บปวด บ้างก็สาปแช่งให้หนังสือกลายร่างเป็นอสรพิษที่กัดกินร่างของผู้ขโมยอย่างเจ็บปวด
ดูเหมือนว่าคำสาปเหล่านี้จะช่วยปกป้องหนังสือจำนวนมากเอาไว้ได้จริง เพราะถ้าหากผู้คนในยุคที่เรื่องราวเหนือธรรมชาติทรงพลังเป็นอย่างยิ่งเชื่อในคำสาปมากเท่าไหร่ โอกาสที่พวกเขาจะลงมือขโมย เผาหรือฉีกทำลายหน้าหนังสือก็จะน้อยลงตามไปด้วย
คาชา (Kasha) แมวนรกผู้ช่วงชิงศพตามคำสั่งของนรก ภูตผีของประเทศญี่ปุ่น

