มารู้จักกับ 23 จอมเผด็จการของโลก ที่หลายคนยังอยู่ในตำแหน่ง ในขณะที่อีกมากมายไม่ได้ตายดีอย่างที่ควร!

หน้าประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษย์ ได้มีการจารึกชื่อของเหล่า “จอมเผด็จการ” ที่ชั่วร้ายที่สุดเอาไว้มากมาย บุคคลเหล่านี้สร้างชื่อเสียงอันเลวร้ายของตัวเองจากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นสงคราม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การปราบปรามการจลาจลอย่างเหี้ยมโหด หรือสนับสนุนองค์กรอาชญากรรมในประเทศ เป็นต้น
การตัดสินใจของบุคคนเหล่านี้ ได้นำประเทศเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความหวาดกลัวและยังสร้างความเสียหายให้กับมนุษย์ชาตอย่างมาก บทความในวันนี้จึงอยากพาคุณผู้อ่านไปรู้จักกับเหล่าบุคคลที่ชั่วช้า จนอาจสามารถขนานนามได้ว่าเป็น “ทรราชของโลก” ว่ามีใครกันบ้าง และพวกเขาได้ทำให้หน้าประวัติศาสตร์แปดเปื้อนมาเพียงใด!?
ทรราชหมายเลข 1 # อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler 1889-1945)

นายกรัฐมนตรีของประเทศเยอรมนี ระหว่างปี 1933-1945 และยังเป็น “ท่านผู้นำ แห่งพรรคนาซี” เขาเป็นจอมเผด็จการที่เต็มไปด้วยความชาญฉลาด รักในศิลปะและสร้างสรรค์ความโหดร้าย ที่เป็นผู้จุดไฟสงครามโลกครั้งที่สอง
ฮิตเลอร์เชื่อว่า “ชาวยิว” คือต้นเหตุของปัญหาทั้งมวลในประเทศ ทำให้เกิดความมุ่งมั่นอย่างมากในการล่าสังหารชาวยิวทั่วโลก ความพยายามอันบ้าคลั่งทำให้มีคนตายกว่า 50 ล้านคน ทั่วโลก
ในวาระสุดท้ายเมื่อกองทัพสัมพันธมิตรบุกเข้ากรุงเบอร์ลิน เขาก็ยิงตัวเองตายในบังเกอร์หลบภัยใต้ดิน เมื่อวันที่ 30 เม.ย. ปี 1945 ความโหดร้ายนี้ทำให้แทบไม่น่าเชื่อว่าครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นอดีตศิลปินหนุ่มมากพรสวรรค์และเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนขาวโบฮีเมียน
ทรราชหมายเลข 2 # โจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin 1878-1953)

โจเซฟ สตาลิน (Iosif Vissarionovich Stalin) เป็นจอมเผด็จการของสหภาพโซเวียตระหว่างปี 1922 -1953 เป็นเวลายาวนานกว่า 30 ปี ที่สตาลินปกครองประเทศด้วยความหวาดกลัวและรุนแรง
การตัดสินใจของเขานำมาซึ่งความอดอยากที่คร่าชีวิตของประชาชนไปนับล้านคน สั่งสังหารประชาชนของตัวเองอย่าโหดเหี้ยม ภายใต้การปกครองอย่างยาวนาน กล่าวกันว่ามีผู้หญิงชาวเยอรมันกว่า 1.5 ล้านคน ถูกข่มขืน สำหรับยอดตัวเลขการสังหารจากความบ้าคลั่งของเขามีถึง 20 ล้าน คนเลยทีเดียว
สตาลินยังเคยกล่าวคำพูดที่น่าตกใจเอาไว้ว่า “การตายหนึ่งครั้งเป็นโศกนาฏกรรม การตายนับล้านเป็นเพียงสถิติ” เพื่อเป็นการแดกดันจอมเผด็จการผู้นี้ ชื่อของเขาได้รับการส่งเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1945 และ 1948 อย่างไรก็ตาม สตาลินก็เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือกในสมองในปี 1953 ซึ่งถือว่าเป็นโชคดีของชาวโซเวียตในขณะนั้นเป็นอย่างมากเลยทีเดียว
ทรราชหมายเลข 3 # วาร์ด เดอ อิมพารา (Vlad the Impaler 1431-1476)

หรือที่รู้จักกันในชื่อของ “Vlad Dracula” บุรุษที่กลายมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละครยอดนิยมตลอดกาลอย่างท่านเคาท์แดร็กคูล่า วาร์ดมีนิสัยและบุคลิกโหดร้ายทารุณเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกับชาววัลลาเคีย
ในระหว่างปี 1448-1462 วาร์ดสังหารประชากรประมาณ 20% ด้วยการใช้เสาไม้แหลมแทงเหยื่อผ่านรูทวารจนทะลุออกจากปาก อ้างอิงความโหดร้ายของจากเอกสารของเยอรมันฉบับหนึ่งเล่าว่า เขายังย่างเด็ก แล้วนำเนื้อยัดใส่ปากของผู้เป็นมารดาและตัดหน้าอกของผู้หญิงออก ก่อนนำไปบังคับให้ผู้เป็นสามีกิน หลังจากนั้นจะจับบุคคลเหล่านั้นเสียบเสาไม้แหลมจนหมด
ทรราชหมายเลข 4 # พลพต (Pol Pot 1925-1998)

พลพต เป็นผู้นำเขมรแดง ที่ทำการปฏิวัติยึดประเทศกัมพูชา หลังจากนั้นก็เริ่มต้นทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เพื่อนร่วมชาติของตัวเอง เพราะเชื่อว่าการทำลายอารยธรรมของกัมพูชาจนสิ้นซากจะช่วยให้สามารถเริ่มต้นระบอบการปกครองใหม่และยุคใหม่ที่ดีกว่าเดิม
จอมเผด็จการคนนี้ อาจเป็นเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์โลกที่ออกคำสั่งให้ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในประเทศของตัวเองอย่างเป็นทางการ ในระหว่างปี 1976-1979 เพียง 3 ปี เขาสังหารเพื่อนร่วมชาติไปถึง 2 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 25 ของประชากรทั้งหมดของประเทศ
นอกจากนี้พลพตยังชื่นชอบการเก็บหัวกะโหลกของคนที่ถูกสังหารเอาไว้ดูเล่น แถมเส้นแบ่งศีลธรรมของเขาก็ขาดสะบั้นแบบกู่ไม่กลับ เพราะได้มีการสั่งให้สังหารเด็กทารกด้วยการถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย น่าเสียดายที่จอมเผด็จการรายนี้ตายสบายไปสักหน่อยด้วยสาเหตุการตายตามธรรมชาติ
ทรราชหมายเลข 5 # ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์ (Heinrich Himmler 1900-1945)

หัวหน้าหน่วย SS ของพรรคนาซี มันสมองและผู้บงการหลังคำสั่งสังหารชาวยิวทั้งหมดในทวีปยุโรป ประมาณตัวเลขเอาไว้ว่าฮิมม์เลอร์สั่งฆ่าชาวยิวกว่า 6 ล้านคน และผู้คนอีกมากมาย ที่พรรคนาซีลงความเห็นว่า “ไม่ควรมีชีวิตอยู่”
นอกจากนี้ ยังมีข่าวลืออันน่าสะพรึงกลัวที่ไม่ได้รับการยืนยันว่า เขาเป็นเจ้าของเครื่องเรือนที่ทำขึ้นมาจากกระดูกและผิวหนังของชาวยิว ในฉากสุดท้ายของชีวิตเมื่อเยอรมันแพ้สงคราม เขาฆ่าตัวตาย ส่วนศพได้ถูกลูกน้องนำไปฝังเอาไว้ ณ สถานที่ ที่เป็นความลับ
ทรราชหมายเลข 6 # ซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein 1937-2006)

จอมเผด็จการที่ทั่วโลกรู้จักกันเป็นอย่างดี ในระหว่างปี 1979 ถึง 2003 ได้อนุมัติคำสั่งการโจมตีผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วน ด้วยนโยบายที่ดุดัน รุนแรง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตไปไม่น้อยกว่า 2 ล้านคน ไม่ว่าจะทั้งจากสารเคมี การทุบตีหรืออาวุธสงคราม
แถมซัดดัม ยังมีการทำบันทึกการทรมานและเสียชีวิตเอาไว้หลายต่อหลายเหตุการณ์ เพียงเพื่อที่จะได้นำมาเปิดดูในวันหลัง การกระทำทั้งหมดนี้เองที่ทำให้เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดในฐานะของอาชญากรต่อมนุษยชาติและถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในปี 2006
ทรราชหมายเลข 7 # อีดี้ อามิน (Idi Amin 1952-2003)

อีดี้ อามิน เคยทำหน้าที่เสนาธิการของกองทัพบกประเทศยูกันดา ที่ได้ตกปากรับคำกับประธานาธิบดี “โอโบะเท” ว่าจะดูแลประเทศให้สงบเรียบร้อย ในขณะที่ประธานาธิบดีเดินทางไปร่วมประชุมที่ประเทศสิงคโปร์
หลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห์ เขากลับประกาศตัวเองขึ้นเป็นประธานาธิบดีของประเทศ และปกครองด้วยระบบเผด็จการทหาร พร้อมกับสมญานามชวนสยองว่า “คนขายเนื้อแห่งยูกันดา” เขาฆ่าผู้คนในประเทศอย่างเหี้ยมโหดด้วยการนำมาเป็นอาหารจระเข้
นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือว่าเขาเป็นมนุษย์กินเนื้อคน ด้วยการจับภรรยาคนหนึ่งมาตัดแขนขาและจับมันสลับที่กันใหม่ ตลอดช่วงเวลาแห่งการปกครองมีผู้คนราว 500,000 คน ถูกทรมานและสังหารในปี 1971-1979 แต่น่าเสียดายที่เขากลับเสียชีวิตตามธรรมชาติ
ทรราชหมายเลข 8 # อีวานผู้น่าสะพรึงกลัว (Ivan the Terrible 1530-1584)

กษัตริย์องค์แรกของรัสเซีย ที่ฉายแววความโหดเหี้ยมตั้งแต่ตอนยังเป็นเด็ก ด้วยการจับสัตว์โยนออกจากยอดของตึกสูง ถึงแม้เขาจะเป็นคนที่ฉลาด แต่ภายในจิตใจกลับเต็มไปด้วยอารมณ์อันพลุ่งพล่านที่มาจากความเจ็บป่วยทางจิต
อีวานชื่นชอบ (หลงรัก) การทรมานและเข่นฆ่าผู้คนด้วยการแทง ตัดหัว เผาทั้งเป็น รัดคอ ทอดในน้ำมัน ทำให้ตาบอดหรือแยกชิ้นร่างมนุษย์ เป็นต้น เขาสังหารผู้คนแบบไม่ไว้หน้าไม่เว้นเพื่อน หรือแม้แต่ทายาทของตัวเอง โดยเฉพาะคนที่เขาเห็นว่าเป็นศัตรู เชื่อกันว่าเฉพาะการเพียงเหตุการณ์สังหารหมู่แห่งโนฟโกรอดที่มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 3,000 คน เชื่อกันว่ามีคนมากกว่า 60,000 คน ที่ต้องตายจากการถูกทรมานภายใต้การปกครองของเขา
ในวาระสุดท้ายของจอมเผด็จการผู้เหี้ยมโหดนี้ กลับเสียชีวิตอย่างเงียบ ๆ ในขณะที่กำลังเล่นหมารกอยู่กับสหายคนหนึ่ง ที่ยังไม่ได้ถูกเขาสั่งประหาร!
ทรราชหมายเลข 9 # เลโอโปลด์ที่ 2 แห่งเบลเยียม (Leopold the KIInd of Belgium 1835-1909)

ในสมัยครองราชย์ เลโอโปลด์ที่ 2 ปกครองรัฐอิสระคองโก ที่มีขนาดใหญ่กว่าเบลเยียมถึง 76 เท่า และกลายมาเป็นแสงแห่งความหวังที่ผู้คนทั้งโลกต่างพากันจับจ้องว่าจะมาช่วยเหลือประเทศคองโก
แต่ภายใต้การปกครองระหว่างปี 1885-1908 ประเทศคองโกกลับถูกม่านหมอกแห่งความน่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุม มีคนกว่า 500,000 ราย เสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บ และความอดอยาก นอกจากนี้เลโอโปลด์ที่ 2 ยังสังหารประชาชนกว่า 10 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 50 ของประชากรทั้งหมด เพียงเพื่อให้มีอำนาจมากขึ้นกว่าเดิม
ทรราชหมายเลข 10 # ตระกูลคิม แห่งประเทศเกาหลีเหนือ คิมจองอิลและคิมจองอึน (Kim Jong-il และ Kim Jong-un 1912-2011)

ระบบเด็จการทหารของประเทศเกาหลีเหนือเริ่มขึ้นในปี 1948 -1972 หลังจากที่คิมยองซุน เปิดฉากสงครามเกาหลี จนทำให้ประชาชนชาวเกาหลีเสียชีวิตมากถึง 3 ล้านคน แถมชาวเกาหลีเหนือก็ยังถูกล้างสมองให้เทิดทูนท่านผู้นำของตัวเองประดุจพระเจ้า
หลังจากที่เขาเสียชีวิต ลูกชาย คิมจองอิลก็ขึ้นมาสืบอำนาจต่อ และต่อด้วยคิมคิมจองอึน ครอบครัวเผด็จการนี้ทำให้ผู้คนในประเทศอดอยาก การทรมานอย่างป่าเถื่อนและการประหารชีวิต มาอย่างยาวนานกว่า 70 ปี จากนโยบายแห่งความโหดร้ายที่ถูกส่งมอบอำนาจต่อกันมาอย่างยาวนานถึง 3 รุ่น
ทรราชหมายเลข 11 # อยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนี (Ayatollah Ruhollah Khomeini 1902-1989)

โคไมนี ผู้นำศาสนาของประเทศอิหร่านในปี 1979-1989 เป็นผู้ที่รับผิดชอบต่อการเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติอิหร่านในปี 1979 เขาปฏิเสธที่จะสร้างหนทางมิตรภาพกับอิรัก ส่งผลให้เกิดการนองเลือดของผู้คนถึง1-2 ล้านคนในระหว่างสงครามศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม ในวาระสุดท้าย ลมหายใจของเขาถูกพรากไปด้วยโรคมะเร็ง
ทรราชหมายเลข 12 # จักรพรรดิเนโร (Nero 37-68)

จักรพรรดิของจักรวรรดิโรมัน ที่สั่งให้เผาเมืองและสังหารผู้คนนับพัน รวมไปถึงสมาชิกในครอบครัวของตัวเอง ผู้คนจำนวนมากถูกสังหารอย่างน่าสยดสยอง ไม่ว่าจะเป็นการแทง เผา ต้มและตรึงไม้กางเขน อีกทั้งยังสั่งให้จุดไฟเผากรุงโรม เพื่อป้ายความผิดให้กับเหล่าคริสเตียนที่ถูกล่าสังหารและทรมานอย่างแสนสาหัสในขณะนั้น
อย่างไรก็ตาม เนโรฆ่าตัวตายเมื่อรู้ว่ากองทัพของตัวเอง กำลังจะพ่ายแพ้ให้กับกลุ่มกบฏ...
ทรราชหมายเลข 13 # เจงกีสข่าน (Genghis Khan 1162-1227)

จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งประเทศมองโกเลีย ที่ปกครองในช่วงปี 1206-1227 เจงกีสข่าน เป็นผู้นำที่มีความกระหายเลือดอย่างมาก ทำให้นำไปสู่ชัยชนะในสนามรบมากมายและยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศจีนเอาไว้ได้
ในขณะเดียวกันเจงกีสข่านก็สังหารผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วน ลือกันว่าหากนับรบของเขาไม่มีน้ำให้ดื่ม ก็จะดื่มเลือดจากม้าของตัวเอง เชื่อกันว่ากองทัพของเจงกีสข่านสังหารผู้คนไปกว่า 15 ล้าน คน ในบริเวณที่ราบสูงของอิหร่าน ส่วนจำนวนคนตายโดยรวมตลอดช่วงเวลาแห่งการปกครองอยู่ที่ 20-60 ล้านคน อย่างไรก็ตาม การเสียชีวิตของเจงกีสข่านยังคงเป็นปริศนามาจนถึงปัจจุบัน
ทรราชหมายเลข 14 #เหมา เจ๋อตง (Mao Zedong 1893-1976)

ผู้นำของประเทศจีนในช่วงปี 1943-1976 ที่เต็มไปด้วยความฝันที่จะนำจีนให้ก้าวไปสู่การเป็นประเทศมหาอำนาจ แต่ในระหว่างเส้นทางเขาก็ได้ทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศจนด้วยเช่นกัน มีผู้เสียชีวิตจากคำสั่งของเขาราว 40-70 ล้านคน จากการบังคับใช้แรงงาน การประหารชีวิตและความอดอยาก ในที่สุดตัวเขาเองก็เสียชีวิตจากอาการเจ็บป่วย
ทรราชหมายเลข 15 # มักซีมีเลียน โรบสเปียร์ (Maximilien Robespierre 1758-1794)

สถาปนิกชื่อดังของประเทศฝรั่งเศส ที่สนับสนุนให้ชาวเมืองมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม ในขณะเดียวกันเขาก็หมกมุ่นอยู่กับเครื่องประหาร “กิโยตีน” เขาสังหารผู้คนไปมากกว่า 40,000 คน ในระยะเวลาเพียง 10 เดือน และยังมีความเชื่ออันน่ากลัวว่า “การฆ่าดีกว่าการให้อภัย”
นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้สั่งให้ทำการโจมตี Vendée สังหารทหารไปกว่า 100,000 นาย แต่ในตอนท้ายที่สุด เขาก็ถูกนำไปตัดหัวด้วยเครื่องกิโยตีนที่ตัวเองหลงใหล โดยไม่มีการพิจารณาคดีเช่นกัน...
ทรราชหมายเลข 16 # มูอัมมาร์ กัดดาฟี (Muammar Gaddafi 1942-2011)

มูอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้ที่ประกาศว่าตัวเองเป็น “ผู้นำแห่งการปฏิวัติ” ของประเทศลิเบีย ที่ปกครองประเทศมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี ในช่วงแรกเขาเป็นผู้นำที่ได้รับการยกย่องเป็นอย่างมาก ที่นำการปฏิวัติมาสู่ประเทศในปี 1969
หลังจากที่รวบอำนาจการปกครองสำเร็จ ระบบก็ได้เปลี่ยนไปเป็นผเด็จการทหาร ที่โหดร้ายและไม่เคารพสิทธิมนุษยชน เขาถึงขนาดสั่งให้ทหารยิ่งใส่ประชาชนที่ออกมาชุมนุมประท้วงขับไล่เขาออกจากตำแหน่ง
หลังจากที่คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเรียกร้องให้ทำการสอบสวนมูอัมมาร์ กัดดาฟีในฐานะของอาชญากรสงคราม ในที่สุดเขาก็ถูกปลดและถูกสังหารเมื่อสิ้นสุดสงครามกลางเมืองของประเทศลิเบีย
ทรราชหมายเลข 17 # บาชาร์ อัล-อัสซาด (Bashar al-Assad 1965)

ประธานาธิบดีของประเทศซีเรีย ที่ตั้งระบอบการปกครองแบบเผด็จการขึ้นมาควบคุมประเทศ เขาถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าทำการละเมิดสิทธิของพลเมืองหลายครั้ง รวมไปถึงการปราบปรามเสรีภาพในการพูดทางการเมืองอย่างรุนแรง
การปราบปรามครั้งใหญ่ นำไปสู่สงครามกลางเมืองในประเทศอย่างต่อเนื่อง กองกำลังของรัฐบาลใช้ความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ กับผู้ประท้วงชาวซีเรีย นอกจากนี้ยังมีการก่ลาวหาว่าทางรัฐบาลใช้อาวุธเคมีในสงครามอีกด้วย
ทรราชหมายเลข 18 # โรเบิร์ต มูกาเบ (Robert Mugabe 1942-2019)

ประธานาธิบดีของประเทศซิมบับเว 7 ครั้งซ้อน ผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองและบุคคลในตำแหน่งสำคัญมากมายได้พยายามแสดงหลักฐานให้เห็นว่ามูกาเบได้รับตำแหน่งเพราะทำการทุจริตการเลือกตั้งมากมายมาตั้งแต่ปี 2013
จากรายงานของ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลและฮิวแมนไรท์วอทช์ รัฐบาลของเขาละเมิดสิทธิ์ในที่พักอาศัย อาหารเสรีภาพในการเคลื่อนไหวและแสดงออกทางการเมืองของประชาชน อีกทั้งยังได้สร้างกฎหมายเพื่อเอาผิดกลุ่มคนที่รักร่วมเพศเดียวกันอีกด้วย
ทรราชหมายเลข 19 # คาลิกูลา (Caligula 37-41)

คาลิกูลา เป็นทรราชที่เก่าแก่ที่สุดและเหี้ยมโหดที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ เขาปกครองโรมันในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 4 ปี แต่ในช่วงเวลาอันแสนสั้นนี้กลับได้มีการฟื้นฟูวิธีการทรมานผู้ทรยศขึ้นมาใหม่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก
จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ ช่วง 6 เดือนแรกเขาปกครองอยู่ในระดับปานกลาง แต่หลังจากนั้นกลับทวีความเหี้ยมโหดและทำสงครามอย่างบ้าคลั่งเพื่อขยายดินแดนของจักรวรรดิโรมัน พร้อมกับความซาดิสม์ ฟุ่มเฟือยและความวิปริตทางเพศในช่วงเวลาที่เหลือ
อย่างไรก็ตาม เขาถูกลอบสังหารที่ “Palatine Games” โดยหลายคนเชื่อว่าเป็นผลกรรมที่ตามสนองจอมเผด็จการคนนี้...
ทรราชหมายเลข 20 # เอนเวอร์ ปาชา (Enver Pasha 1881-1922)

นายทหารของประเทศตุรกี ที่ได้ไต่เต้าขึ้นสู่อำนาจกระทั่งกลายมาเป็นผู้นำจักรวรรดิออคโตมัน เขานำกองทัพเข้าสู่รบในสงครามบอลข่านและสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จนกระทั่งกองทัพได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงในยุทธการสาลิกามิช และกระตุ้นให้เขาเริ่มแผนการทำลายล้างอาร์เมนีย ด้วยการคัดเลือกชาวอาร์เมเนียมาเป็นแพะรับบาปในความพ่ายแพ้
เชื่อกันว่า คำว่า “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยฝีมือของเขา ณ ช่วงเวลาต่อมา เพราะชีวิตกว่า 2.5 ล้านคน ที่เสียไป ได้กลายมาเป็นข้อพิสูจน์ความโหดร้ายในจิตใจของเขาได้เป็นอย่างดี
ทรราชหมายเลข 21 # ฟู่เซิง (Fu Sheng 357 ปี ก่อนคริสตกาล)

ทรราชตาเดียวแห่งประเทศจีน ที่ขึ้นชื่อว่า “เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของจีน” เขาปกครองรัฐฉิน เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาได้ยินคำพูดว่า “ไม่มี” หรือ “ขาด” รวมไปถึงคำพูดใดก็ตามที่มีความหมายสื่อให้เขานึกถึงข้อบกพร่องทางร่างกายที่มีตาเดียว ก็จะมีการนองเลือดเกิดขึ้น!?
ฟู่เชิง ปกครองด้วยความโหดร้าย รุนแรง เมื่อรวมเข้ากับนิสัยซาดิสต์ ทำให้เขามักจับสัตว์มาต้มทั้งเป็น ถลกหนังสัตว์ที่ยังมีชีวิต รวมไปถึงหนังของมนุษย์ด้วย ในท้ายที่สุด เขาถูกยึดอำนาจในขณะที่กำลังเมามายและตัดสินประหารชีวิตด้วยการให้ม้าลากวิ่งไปจนกระทั่งตายด้วยความหวาดกลัว
ทรราชหมายเลข 22 # พอร์ฟิริโอ ดิอาซ (Porfirio Díaz 1867-1880)

เดิมทีพอร์ฟิริโอ ดิอาซ มีฐานะเป็นนักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่ที่ได้ปลดปล่อยประเทศเม็กซิโก จากมานูเอล กอนซาเลส ที่ไม่ยอมสละตำแหน่งประธานาธิบดีตามที่กฎหมายกำหนด แต่หลังจากนั้นไม่นานนัก เขากลับปกครองประเทศด้วยกำปั้นเหล็กแห่งความกลัวอย่างยาวนานถึง 27 ปี เพราะเขามีแนวคิดให้ความสำคัญกับตัวเองมากกว่าประชาชนในประเทศ
ดิอาซ ตีหน้าซื่อสวมหนังลูกแกะ แต่ภายในจิตใจกลับเต็มไปด้วยความคดโกงมากมาย เขารวบอำนาจ รวมศูนย์ราชการและทำลายล้างเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการประกาศว่าเป็นแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจ พร้อมกับจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดี ที่เขาและพรรคพวกได้แก้ไขผลการสมัครเอาไว้ให้เป็นประโยชน์กับตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทรราชหมายเลข 23 # โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ (Oliver Cromwell 1620-1658)

โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ เป็นผู้นำกลุ่ม Roundheads ที่ได้รับชัยชนะในช่วงสงครามกลางเมืองของประเทศอังกฤษ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวกลับเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางแห่งความเป็นเผด็จการ เขาปฏิบัติกับชาวคาทอลิก ชาวสก็อตและไอริชอย่างโหดร้ายเป็นพิเศษ โดยเฉพาะศาลศาสนาที่มีความเข้มงวดอย่างมาก จนทำให้ผู้คนล้มตายไปมากมายในระดับของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
