บัลเบริธ (Balberith) ปีศาจสังฆราชผู้ยิ่งใหญ่แห่งนรก ผู้ดูลพันธะสัญญา

บัลเบริธ (Balberith) หรือที่รู้จักกันในชื่อของ บาลเบอริธ (Baalberith) เบริธ (Berith) บีล (Beal) และเอลเบริธ (Elberith) เป็นหนึ่งในทูตสวรรค์ที่ร่วงหล่นสู่บาปและเป็นอดีตเจ้าชายแห่งคณะเครูบ เทพเจ้าแห่งเมืองคานาอันที่ต่อมาได้ถูกมองว่าเป็นปีศาจโดยนักปีศาจวิทยาของคริสเตียน ลักษณะของบัลเบริธมักถูกพรรณนาเอาไว้ว่าคล้ายกับมนุษย์ สวมมงกุฎ ขี่ม้า เป็นปีศาจอันดับสองที่มีฐานะเป็นปรมาจารย์ของพันธมิตรนรก (Infernal Alliance)
การปรากฏตัวและพฤติกรรมของบัลเบริธ
บัลเบริธมีภารกิจหลักคือการทำหน้าที่เป็น “พยาน” ในการทำสัญญา (ลายเซ็น) ระหว่างมนุษย์กับปีศาจ นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่เป็นเจ้าแห่งพิธีกรรมและสังฆราชผู้ยิ่งใหญ่ในนรก มีการอ้างว่าบัลเบริธทำหน้าที่เป็นเลขานุการและบรรณารักษ์ของหอจดหมายเหตุในนรก
ในปี 1611 บัลเบริธได้รับการขนาดนามว่าเป็นปีศาจตัวสำคัญที่ทำการสิงสู่ร่างของแม่ชีในเมืองเอ็กซองโปรวองซ์ (Aix-enProvence) ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นหนึ่งในคดีการพิจารณาแม่มดครั้งสำคัญ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่มีการนำเอาผู้ที่ถูกสิงมาให้การพิจารณาคดีด้วย เนื่องจากช่วงก่อนศตวรรษที่ 17 ในประเทศฝรั่งเศส ข้อกล่าวหาใด ๆ จากคนที่ถูกปีศาจสิงสู่จะถือว่าไม่น่าเชื่อถือ เพราะนักบวชส่วนใหญ่เชื่อว่าวาจาใด ๆ ที่กล่าวโดยผู้ที่ถูกปีศาจครอบงำนั้นเป็นคำพูดจาก “บิดาแห่งการมุสา” (ยอห์น : 8:44) ทำให้ไม่เหมาะกับการนำมาใช้เป็นพยายหลักฐานใด ๆ ในการพิจารณาคดี
“ซิสเตอร์มาดแลน เดอ ดีดดอลซ์ เดอ ลา ปาลุด” (Sister Madeleine de Demandolx de la Palud) จากตระกูลโพรวองซาลชนชั้นสูงผู้มั่งคั่งมีความเคร่งศาสนาเป็นอย่างมากตั้งแต่ยังเด็ก ในปี 1605 เมื่ออายุได้ 12 ปี เธอได้ถูกส่งตัวไปยังคอยแวนต์อุร์ซูลีนแห่งใหม่ในเมืองเอ็กซองโปรวองซ์ที่มีแม่ชีเพียงหกคนเท่านั้นและทุกคนล้วนมาจากครอบครัวที่ร่ำรวย หลังจากนั้นประมาณสองปี เธอกลับรู้สึกหดหู่เป็นอย่างมากและถูกส่งตัวกลับบ้าน
ในระหว่างที่พักอยู่บ้าน มีเพื่อนของครอบครัวแวะมาเยี่ยมเยือนโดยหวังว่าจะช่วยให้เธอผ่านพ้นช่วงเวลาที่เลวร้ายไปได้ บุคคลนั้นคือ “คุณพ่อหลุยส์ เกาฟริดี” (Father Louis Gaufridi) ถึงแม้ว่าเขาจะมีอายุมากกว่าเธอถึง 20 ปี แต่ก็เป็นชายหนุ่มที่รูปงามเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าเขาจะมีภูมิหลังที่ต่ำแต่ก็ได้รับความนิยมอย่างมากจากหมู่ผู้ร่ำรวย เขาเป็นคนที่สง่างามและสนุกสนาน ด้วยรูปลักษณ์ที่ดีจึงทำให้สามารถดึงดูดความสนใจจากหญิงสาวเป็นอย่างมาก
ความเพียบพร้อมเหล่านี้เองที่ทำให้เด็กสาววัย 14 ปี ตกหลุมรักเขาเข้าอย่างจัง ยิ่งเมื่อเขาเดินทางมาเยี่ยมเยือนเธอบ่อย ๆ ก็เกิดเสียงซุบซิบว่าเขาอยู่กับเธอสองต่อสองเป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วโมงจนครอบครัวของเธอได้รับคำเตือนเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมดังกล่าวจากหัวหน้าคอนแวนต์อูร์ซูลีน ในเมืองมาเซย์ อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมดังกล่าวของนักบวชในยุคนั้นในลักษณะดังกล่าวก็ได้รับการยกเว้น นอกเสียจากจะมีความเกี่ยวข้องในการใช้เวทมนต์คาถามาเกี่ยวข้อง
ในปี 1607 เธอได้เข้าไปที่คอนแวนต์อูร์ซูลีน พร้อมกับสารภาพกับหัวหน้านักบวชว่าเธอเคยสนิทสนมกับนักบวชหนุ่มมาก่อน หลังจากนั้น แม่ของเธอจึงได้ทำการส่งตัวเธอไปยังคอนแวนต์เพื่อเป็นการกีดกันทั้งสองให้ห่างออกจากกัน
หลังจากนั้น เป็นเวลาเกือบสองปีที่เหตุการณ์ดูเหมือนจะปกติดี ก่อนที่เธอจะเริ่มมีอาการชัก ตัวสั่น เห็นภาพของปีศาจ ก่อนถึงวันคริสต์มาสปี 1609 เธอได้ทำการทุบไม้กางเขนในระหว่างการสารภาพบาป บาทหลวงได้พยายามขับไล่ปีศาจร้ายให้กับเธอแต่ก็ต้องล้มเหลว ในระหว่างที่ถูกปีศาจครอบงำ แม่ชีอีกสามคนเริ่มเกิดอาการที่คล้ายกัน
บาทหลวงพาแม่ชีที่มีอาการผิดปกติไปพบกับ “เซบาสเตียน มิคาเอลิส” (Sebastian Michaelis) ผู้สอบสวนผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาวีญงที่พิจารณาคดีแม่มดมาอย่างโชกโชนหลายปี เขาเป็นผู้ที่ส่งแม่มด 18 คน สู่ความตายโดยการเผาทั้งเป็น เขาพยายามขับไล่ปีศาจร้ายที่หน้าแท่นบูชาของนักบุญแมรีแต่ก็จบลงด้วยความล้มเหลว
เหล่าแม่ชีได้ถูกส่งตัวไปยังนักขับไล่ผี “ฟรองซัวส์ ดอมติอุส” (Flemish Dominican) นักบวชชาวเฟลมิชโดมินิกันที่สำนักชีเซนต์แม็กซิมิน ปีศาจพูดผ่านร่างของพวกเธอด้วยเสียงที่ทุ้มลึก กรีดร้องคำหยาบและบอกว่ามีปีศาจมากมายสิงสู่อยู่ภายในร่าง อาทิเช่น เบลเซบับ เลวีอาธาน บาอัลเบริธ แอสโมเดียส และแอสทารอธ เป็นต้น เหตุการณ์แปลกประหลาดเหนือธรรมชาติดังกล่าวทำให้เหล่าพยานและหมอผีต่างปักใจเชื่ออย่างปราศจากความสงสัยว่าแม่ชีเหล่านี้ถูกปีศาจสิงสู่จริง ๆ
วันที่ 15 ธันวาคม ปีศาจในร่างของเธอบอกว่านักบวชหนุ่มเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการครอบงำร่างในครั้งนี้ ทางคอนแวนต์จึงได้ส่งนักบวชหนุ่มมาโดยอ้างว่าจะให้ประกอบพิธีกรรมขับไล่ปีศาจ แต่เขาไม่เคยมีประสบการณ์ในการขับไล่ปีศาจมากก่อน เมื่อเผชิญหน้ากับปีศาจและเกิดการโต้ตอบทางวาจากันไปมา นักบวชหนุ่มได้หลุดพูดคำว่า
“ถ้าฉันเป็นแม่มด ฉันจะมองวิญญาณให้กับปีศาจนับหันอย่างแม่นอน”
เพียงประโยคเดียวเท่านั้นก็ทำให้นักบวชหนุ่มถูกจับตัวไปขังคุกเอาไว้ในถ้ำ ส่วนที่พักของเขาก็ได้ถูกตรวจค้นเพื่อตามหาสิ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์คาถา ถึงอย่างนั้นก็ไม่พบสิ่งใดเลย
ปี 1611 ณ รัฐสภาแห่งเมืองเอ็กซองโปรวองซ์ ได้มีการพิจารณาของนักบวชหนุ่มโดยมีแม่ชีสาวผู้ถูกสิงเป็นพยาน มีการแสดงให้เห็นถึงการครอบงำของปีศาจและความปรารถนาอันแรงกล้าของมันที่มีต่อเขา ในขณะเดียวกันก็มีการอ้างว่าพบร่องรอยของปีศาจบนร่างกายของเขาและหลังจากที่ถูกล่ามโซ่ขังเอาไว้ในคุกพร้อมกับหนูจนร่างกายอิดโรยเป็นเวลานานกว่าหนึ่งปี ถูกทรมาน ในที่สุดเขาก็ยอมรับสารภาพว่ามีการใช้เวทมนตร์ คาถาและการผิดประเวณี แต่ต่อมาเขาก็ได้ถอนคำสารภาพดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังคงถูกตัดสินใจประหารชีวิตด้วยการเผาทั้งเป็นอย่างช้า ๆ ก่อนที่จะถูกนำตัวไปเผา เขาก็ถูกทรมานร่างและจิตใจอย่างน่าสยดสยอง อีกทั้งยังถูกลากร่างไปตามพื้นถนนก่อนที่ร่างอันแสนบอบช้ำยังถูกนำไปเผาทั้งเป็นในที่สุด...
การ์เคน (Garkain) ผีร้ายซุ่มจู่โจมกัดกินมนุษย์ แห่งประเทศออสเตรเลีย

