เจ้าพ่อหอกลอง เทพารักษ์ผู้ลั่นกลองปกปักพระนคร
เจ้าพ่อหอกลอง... เป็นหนึ่งในเทพารักษ์ทั้ง 5 ที่ทำหน้าที่คอยปกป้องเมืองกรุงเทพมหานคร เชื่อกันว่าเดิมทีเจ้าพ่อหอกลองเป็นคนธรรมดาที่ทำหน้าที่เป็นประจำหอกลองเป็นคนแรก แต่ได้เสียชีวิตในขณะทำหน้าที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างศาลขึ้นไว้ใกล้กับบริเวณหอกลองเพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงกระทั่งกลายมาเป็นเจ้าพ่อหอกลองในปัจจุบัน
กลอง กับความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งของคนไทยโบราณ
กลอง.. เป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับวิถีชีวิตของคนไทยโบราณ เพราะนับตั้งแต่ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์เป็นต้นมากลองเป็นสิ่งที่ใช้ในการตีเพื่อบอกเวลา ส่งสัญญาณและส่งข่าวสารระหว่างกันในที่ครอบคลุมระยะทางที่กว้างไกล ในช่วงแรกมีการใช้กลองเฉพาะในวัง ก่อนที่จะได้รับความนิยมนำไปใช้กันทั่วกรุง โดยเสียงและจังหวะของกลองจะแตกต่างกันทำให้ประชาชนทราบในทันทีว่าเกิดเหตุอะไรขึ้นในบ้านเมืองบ้าง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างหอกลองที่หน้าวัดพระเชตุพน วิมลมังคลาราม เพื่อทำหน้าที่บอกเวลาและเตือนภัย จนกระทั่งถึงสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้ทำการโปรดเกล้าฯ ให้รื้อทิ้ง ก่อนที่จะได้รับการรื้อฟื้นคืนกลับมาโดยทางกรุงเทพมหานครอีกครั้ง
ศาลเจ้าพ่อหอกลอง
ในสมัยของพระบาทสมเด็จสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปฐมบรมจักรีวงศ์ ได้ทรงสถาปนากรุงเทพมหานครขึ้นเป็นราชธานี ทรงสร้างศาลหลักเมืองขึ้นยังทรงสร้างเทวสถานเพื่อเป็นสถานที่สิงสถิตของเทพารักษ์ผู้ดูแลรักษาพระนคร ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเทวสถานของเจ้าพ่อหอกลอง หรือที่มักเรียกกันว่าศาลของเจ้าพ่อหอกลอง ตั้งอยู่ในบริเวณสวนเจ้าเชตุ โดยมีการก่อสร้างตามสถาปัตยกรรมแบบจตุรมุข ทรงมณฑปที่มีความสวยงามเป็นอย่างมาก
ภายในเจ้าพ่อหอกลองได้มีการประดิษฐานพระรูปเทพารักษ์ประจำอยู่หนึ่งองค์ ในลักษณะท่ายืนประทับอยู่บนแท่นแปดเหลี่ยม ยกพระหัตถ์ทั้งสองข้างขึ้น มีพญานาครัดที่พระหัตถ์ขวาไพล่ไปทางด้านหลัง หางนาครัดที่พระหัตถ์ซ้าย มีหอกลองสามชั้น ที่มีกลองประจำอยู่สามลูก โดยกลองแต่ละลูกนั้นต่างมีนามเรียกขานที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้
- กลองลูกที่ 1 มีนามว่า : พระย่ำสุรสีห์ ใช้สำหรับตีบอกเวลา
- กลองลูกที่ 2 มีนามว่า : อัคคีพินาศ ใช้สำหรับเตือนเหตุไฟไหม้
- กลองลูกที่ 3 มีนามว่า : พิฆาตไพรี ใช้สำหรับเกิดเหตุศึกสงครามหรือข้าศึกบุกประชิดพระนคร
ศาลเจ้าพ่อหอกลองได้มีการทรุดโทรมลงไปตามวันเวลาที่ผ่านล่วงไปและได้รับการบูรณะซ่อมแซมหลายต่อหลายครั้งในหลายรัชกาล จนกระทั่งได้มีการสร้างศาลเจ้าพ่อหอกลองขึ้นมาใหม่ในปี พ.ศ.2509โดยเจ้ากรมรักษาดินแดนที่เคยฝันประหลาดว่า ในบริเวณที่ตั้งของกรมรักษาดินแดนมีเจ้าพ่อหอกลองสถิตอยู่ และหลังจากที่เข้ากราบนมัสการเจ้าอาวาสวะพระเชตุพนฯ ท่านเจ้าอาวาสได้เล่าถึงอภินิหารของเจ้าพ่อหอกลองให้ฟัง ทำให้เกิดความเลื่อมใส จนนำไปสู่การสร้างศาลเทพารักษ์ในพื้นที่ของกรมรักษาดินแดน พร้อมกับหล่อรูปปั้นเจ้าพ่อหอกลองจากการประกอบพิธีอัญเชิญวิญญาณของเจ้าพ่อหอกลองโดยการนั่งสมาธิ แล้วร่างออกมาเป็นภาพวาดเสมือนจริง โดยได้รับมติจากผู้ทรงคุณาวุฒิให้สร้างพระรูปของเจ้าพ่อหอกลองเป็นชาวไทยโบราณนุ่งผ้ากระโถง ผ้าขาวม้าพาดไหล่ซ้าย นั่งขัดสมาธิ มือทั้งสองข้างวางบนเข่า หล่อองค์ด้วยทองเหลือง หน้าตักกว้าง 29 นิ้ว ประทับนั่งบนแท่นแปดเหลี่ยม พร้อมกะบอัญเชิญกลองโบราณในสมัยกรุงศรีอยุธยา จากวัดสุวรรณดาราม ที่มีนามว่า “กลองหาญชาญชัยศึก” มาประดิษฐานเอาไว้ด้วย
อภินิหารของศาลเจ้าพ่อหอกลอง

ภาพจาก : /pantip.com/topic/36580877/desktop
หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้ทำการโปรดเกล้าฯ ให้รื้อหอกลองทิ้งไปนับร้อยปี กลับมีคนจำนวนมากที่ได้ยินเสียงกลองสัญญาณดังขึ้น เชื่อกันว่าเสียงดังกล่าวเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่ประจำหอกลองที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่ยังคงสถิตวนเวียนอยู่ด้วยจิตที่ยังคงห่วงใยในหน้าที่ความรับผิดชอบ เพื่อสนองพระเนตรพระกรรณของเจ้าเหนือหัว
การแสดงความเคารพบูชาต่อเจ้าพ่อหอกลอง
เมื่อมีผู้มาเยือนศาลเจ้าพ่อหอกลอง หรือ “ศาลพ่อปู่” มักที่จะทำการลั่นกลองเพื่อเป็นการแสดงความเคารพบูชา ทำให้ศาลแห่งนี้มักมีเสียงกลองดังสนั่นอย่างไม่ได้ขาดที่แสดงให้เห็นถึงความเคารพของคนไทยที่มีต่อเจ้าพ่อหอกลองอย่างมาก ทำให้ในแต่ละปีมีคนจำนวนมากที่เดินทางมาสักการะศาลเจ้าพ่อหอกลอง พร้อมกับทำการแก้สิ่งที่ทำการบนบานเอาไว้ด้วยว่าว ประทัดและการลั่นกลอง 9 ครั้ง นอกจากนี้ทางกรมรักษาดินแดนจะจัดให้มีพิธีทำบุญฉลองศาลเป็นประจำทุกปีและมีผู้คนจากทั่วทุกสารทิศที่ให้ความเคารพนับถือเจ้าพ่อหอกลองเดินทางมาร่วมสักการบูชาอย่างไม่เคยเสื่อมคลาย...
อ้างอิง :
ตำนานศักดิ์สิทธิ์ของ“เจ้าพ่อหอกลอง”
